บรรยากาศกำกวมชวนใจหวามแผ่ปกคลุมอยู่ในอากาศ ราวกับกำลังเขย่าความรู้สึกนึกคิดของทุกคน
ภาพอันชวนให้ใจเตลิดนั้นทำให้หลิวซานเหนียงกลั้นหายใจ หลับตาแน่นไม่กล้าลืมขึ้น ส่วนซูโย่วเวยที่สัมผัสได้ก็เริ่มมีพวงแก้มแดงระเรื่อ
แม้เสิ่นอี้จะมีสีหน้าเรียบเฉย แต่หน้าผากกลับมีเหงื่อซึมออกมาทีละน้อย
เวลาราวกับไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าเป็นพิเศษ...
ในที่สุดก็จัดการบาดแผลเสร็จสิ้น เสิ่นอี้จึงค่อยผ่อนลมหายใจ ราวกับยกภาระหนักอึ้งออกจากอก
“เรียบร้อยแล้ว พวกเจ้าพักผ่อนเถิด ข้าจะไปจัดการอาหารทะเลที่เหลือ”
พูดจบ เขาก็ฝืนใจพุ่งออกจากห้องไป
หลิวซานเหนียงมองซูโย่วเวย ทั้งสองต่างมีท่าทีเขินอาย
เสิ่นอี้เดินไปถึงเรือนฟืน เตรียมจัดการเนื้อปลากระเบนที่เหลือ
แต่เขากลับพบว่าฝากระบุงถูกใครบางคนขยับไปแล้ว
“บัดซบ มีขโมยหมายตาเนื้อปลาของข้าจริง ๆ ด้วย”
สีหน้าเสิ่นอี้พลันเคร่งขรึม เขาคว้าฉมวกขึ้นมาแล้วตวาดเสียงเข้ม
“ไสหัวออกมา ข้าเห็นเจ้าแล้ว”
ไม่มีใครขานตอบ
เสิ่นอี้แค่นเสียงเย็นชา ชูฉมวกขึ้นแล้วค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้กองฟาง
ขณะที่เขากำลังจะเข้าไปใกล้ เงาร่างหนึ่งก็รีบร้อนพุ่งออกมา หมายจะชนเขาให้พ้นทางแล้วหลบหนี
แต่คนที่พุ่งออกมาร่างผอมเล็ก ชนเข้ากับเสิ่นอี้แล้วรู้สึกว่าเขาแข็งแกร่งดุจหินผา กลับเป็นฝ่ายล้มกระแทกพื้นเสียงดังตุบ
“ใคร”
เสิ่นอี้ชูฉมวกขึ้น อาศัยแสงจันทร์มองคนที่นอนอยู่บนพื้นจนเห็นชัด
เป็นหญิงสาววัยแรกแย้มผู้หนึ่ง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เผยให้เห็นผิวกายขาวผ่อง
นางกอดเนื้อปลากระเบนดิบชิ้นหนึ่งไว้แน่นในอ้อมแขน กำลังตัวสั่นงันงกมองเสิ่นอี้
“อาบะ อาบะ”
นางส่งเสียงประหลาดออกมา แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เสิ่นอี้ชะงักงัน
หญิงสาวผู้นี้เป็นใบ้หรือ
เสิ่นอี้ไม่ได้ลดฉมวกลง สายตาจับจ้องไปยังร่างของนาง
เสื้อผ้าขาดวิ่นจนแทบไม่เหลือชิ้นดี บนหัวไหล่และแขนเต็มไปด้วยรอยแส้ บางรอยตกสะเก็ดดำแล้ว บางรอยยังใหม่จนเนื้อแตกเลือดซิบ
