เมื่อสังเกตเห็นแววตาของอีกฝ่ายที่แฝงความระแวดระวังอยู่เล็กน้อย เสิ่นอี้จึงหยุดฝีเท้าลงเอง ไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิดใดๆ
เขาโบกมือแล้วกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนขโมยปลาในบ้านข้า แต่ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเอาความ คราวนี้ที่มาหาเจ้า เพราะมีเรื่องอื่นอยากขอให้ช่วย!”
หญิงใบ้จ้องมองเขา แววตายังคงระแวดระวังไม่คลาย
นอกจากนั้นก็ไม่มีอารมณ์ใดแปรเปลี่ยน ราวกับไม่เข้าใจคำพูดของเสิ่นอี้เลยแม้แต่น้อย
เสิ่นอี้ขมวดคิ้ว ตั้งแต่แรกที่เห็นหญิงผู้นี้ เขาก็ไม่ได้คิดว่านางจะเป็นคนที่ตนกำลังตามหา
ความประทับใจแรกคือ หญิงผู้นี้ไม่เพียงเป็นใบ้ ดูเหมือนการได้ยินจะมีปัญหา แม้แต่ตัวหนังสือก็ยังเขียนไม่ได้
มองอย่างไรก็ไม่เหมือนคนที่มีวิชาตัวเบาลึกล้ำเช่นนั้น!
คนธรรมดาต่อให้ผ่านการฝึกฝน ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะทำได้ถึงขั้นนี้
นางต้องเคยเรียนเคล็ดวิชาตัวเบามาบ้าง และผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน จึงจะมีวิชาเช่นนี้ได้
แต่ในศาลเจ้าเทพสมุทรแห่งนี้ นอกจากนางแล้วก็ไม่มีผู้อื่น
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ไกลจากตัวนางยังมีเศษก้างปลาให้เห็นอยู่ชัดเจน... ไม่หญิงใบ้ผู้นี้ก็คือคนที่เขากำลังตามหา หรือไม่ก็เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับนาง
เรื่องนี้ร้ายแรง อีกทั้งเวลาก็กระชั้นชิด
เสิ่นอี้จึงได้แต่ข่มความสงสัยและความร้อนใจในใจไว้ แล้วลองเอ่ยปากอีกครั้ง
เพราะหากต้องการช่วยหญิงทั้งสองกลับมา นี่อาจกล่าวได้ว่าเป็นความหวังเดียวแล้ว
มิฉะนั้นก็เหลือเพียงเสี่ยงเอาชีวิตเข้าแลก ซึ่งโอกาสล้มเหลวมีมากเหลือเกิน!
