เสิ่นอี้วางสัมภาระลง ถอดเสื้อผ้า เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่ค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่าง จากนั้นก็เริ่มไต่ลงจากหน้าผาไปพลาง ฝึกกำลังแขนไปพลาง ก่อนจะค่อย ๆ ลงน้ำ!
หลังจากไต่ลงมาอยู่ราวหนึ่งเค่อ น้ำทะเลเย็นเยียบก็ค่อย ๆ ท่วมร่างของเสิ่นอี้จนมิด
ในตอนแรก เขาดำลงไปได้ยาก เพราะกระแสน้ำขึ้นน้ำลงผลักดันไม่หยุด คลื่นแล้วคลื่นเล่าซัดม้วนร่างเสิ่นอี้
แต่เขาคุ้นเคยกับสิ่งนี้เป็นอย่างดี จึงปล่อยตัวไปตามกระแสน้ำ แล้วหันขาทั้งสองไปทางกำแพงหิน เท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกซัดไปกระแทก
เมื่อปรับตัวเข้ากับกระแสน้ำได้ และพอจะฝืนหลุดจากแรงม้วนของคลื่นได้บ้างแล้ว เสิ่นอี้จึงสูดลมหายใจลึก ก่อนค่อย ๆ ดำลงไป
กลั้นหายใจใต้น้ำ
เขาไม่ได้ดำลงไปลึกนัก เพราะนี่เป็นการฝึก “ฟื้นฟู” ค่อย ๆ ปรับร่างกายนี้ให้คุ้นชิน เพิ่มขีดจำกัดของร่างกาย ฝึกความจุปอด ตลอดจนความสามารถในการทนหนาว
กาลเวลาผ่านไปทีละนาที กระทั่งถึงนาทีครึ่ง เสิ่นอี้ก็รู้สึกราวกับปอด “เหี่ยวแห้ง” ความรู้สึกขาดอากาศหายใจค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้น เขาจึงค่อย ๆ ว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำ
นี่คือขีดจำกัดในสภาวะปกติ หากฝืนกลั้นหายใจต่อไปย่อมทนอยู่ได้นานกว่านี้ แต่ยามนี้เป็นการฝึก “ฟื้นฟู” จึงไม่จำเป็นต้องฝืนทนต่อไป
ทำเช่นนี้ซ้ำไปหลายรอบ เสิ่นอี้จึงขึ้นฝั่ง ไต่กลับขึ้นไปสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
การฝึกฝนตลอดทั้งวันก็สิ้นสุดลงเช่นนี้
เมื่อเสิ่นอี้กลับถึงบ้าน ก็เป็นเวลาใกล้ย่ำค่ำแล้ว
สตรีทั้งสองเตรียมอาหารเย็นไว้เรียบร้อย รอเพียงเขากลับมาเท่านั้น
