ยามสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย นางรู้สึกได้ว่าหลิวซานเหนียงมักตื่นอยู่เสมอ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นางก็เป็นเช่นเดียวกัน
ในค่ำคืนที่ถูกฝันร้ายปลุกให้ตื่น...มีเพียงยามที่รู้สึกว่าเสิ่นอี้หลับอยู่ข้างกาย หัวใจอันหวั่นไหวจึงค่อย ๆ สงบลง
คิดดูแล้ว หลิวซานเหนียงก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน
เรื่องนี้ซูโย่วเวยเข้าใจเป็นอย่างดี และสามารถยอมรับได้อย่างสงบ
“ขอเพียงท่านสามี...ท่านสามียังรักข้าอยู่...ก็ไม่มีอะไรแล้ว!”
ขนตาที่สั่นไหวของซูโย่วเวยค่อย ๆ สงบลง นางพึมพำกับตนเองอย่างไร้เสียง
สิ่งที่นางใส่ใจมีเพียงเรื่องนี้เท่านั้น เพียงเท่านี้เอง!
ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคสมัยนี้ การมีภรรยาสามคนอนุภรรยาสี่คนเป็นเรื่องปกติยิ่ง
นางกับหลิวซานเหนียงรักใคร่กันดุจพี่น้อง ได้ร่วมกันปรนนิบัติท่านสามีก็นับเป็นเรื่องดียิ่ง
……
วันรุ่งขึ้น
ทั้งสามคนนั่งรับประทานอาหารเช้ารอบโต๊ะ
ทว่าบรรยากาศกลับชวนให้รู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
เสิ่นอี้ก้มหน้าก้มตาซดโจ๊กเนื้อ ไม่เงยหน้าขึ้นมาเลย ในใจครุ่นคิดอยู่ว่าประเดี๋ยวจะเอ่ยกับซูโย่วเวยอย่างไรดี
หลิวซานเหนียงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็มีท่าทีไม่ต่างกัน สีหน้าเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนและทำอะไรไม่ถูก หลายครั้งนางอ้าปาก มองไปทางซูโย่วเวย แต่กลับเปล่งเสียงไม่ออก
ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
บรรยากาศแปลกประหลาดเช่นนี้ แม้แต่ “คนตาบอด” ก็ยังสัมผัสได้
ซูโย่วเวยเม้มปาก ก่อนยื่นมือคลำไปบนโต๊ะ หยิบไข่ไก่ขึ้นมาฟองหนึ่ง แล้วเอ่ยทำลายความเงียบก่อนว่า “มาเถิด พี่สาวกินไข่สักฟอง ต่อไปงานเล็กงานใหญ่ในบ้านคงต้องให้พี่สาวพาข้าทำ คงเหนื่อยกว่าข้าอยู่บ้าง กินให้มากหน่อย จะได้บำรุงร่างกายให้แข็งแรง”
