โจวชางหยิบอัญมณีก้อนอื่น ๆ ขึ้นมาพินิจอย่างละเอียดต่อเนื่อง ครู่หนึ่งใบหน้าก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ เขาพยักหน้าซ้ำ ๆ “มูลค่าแตกต่างกันไม่มาก โดยพื้นฐานแล้วแต่ละก้อนมีราคาสามถึงสี่พันตำลึง!”
ทว่าเมื่อเห็นทุกคนมีท่าทียินดีปรีดา เขาก็ยังอดราดน้ำเย็นใส่ไม่ได้ กล่าวขึ้นว่า
“แต่พวกเราย่อมเอาของเหล่านี้ไปประมูลอย่างเปิดเผยไม่ได้ ไม่ว่าจะผ่านโรงรับจำนำต่าง ๆ หรือหาช่องทางขายให้พวกขุนนางผู้สูงศักดิ์ โดยรวมแล้วขายได้สักหกถึงเจ็ดส่วนก็นับว่าไม่เลว ปกติขายได้เพียงครึ่งหนึ่งของมูลค่าเท่านั้น”
แม้โจวชางจะกล่าวกับทุกคน แต่สายตาส่วนใหญ่กลับจับจ้องอยู่ที่เสิ่นอี้
คนเหล่านี้ล้วนเป็นลูกน้องคนสนิท ย่อมไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากความ
เขาเพียงกลัวว่าเสิ่นอี้จะเข้าใจผิด แล้วพาลให้เกิดรอยร้าวระหว่างกันขึ้นมา ซึ่งคงไม่ดีนัก
เสิ่นอี้ย่อมเข้าใจเรื่องนี้ดี เขายิ้มพลางพยักหน้า มิได้มีความเห็นขัดข้องแต่อย่างใด
เมื่อเห็นเช่นนั้น โจวชางก็วางใจลงทันที เขายื่นเสบียงแห้งกับน้ำที่ห้อยอยู่ตรงเอวให้เสิ่นอี้ แล้วกล่าวว่า “พี่เสิ่นพักสักครู่เถิด ข้ากับพี่น้องจะขนของเหล่านี้กลับไปเก็บไว้บนรถม้าก่อน!”
เวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม
เสิ่นอี้พอจะฟื้นเรี่ยวแรงกลับมาได้บ้าง จึงลงน้ำอีกครั้ง
ช่วงเวลาที่เหลือกว่าครึ่งเช้า เสิ่นอี้ลงน้ำไปอีกสองเที่ยว
รวมแล้วขนของขึ้นมาสามเที่ยว มีหีบไม้ทั้งหมดหกใบ แต่น่าเสียดาย หีบใบหนึ่งบรรจุผ้าไหมแพรพรรณราคาแพง ครั้นแช่น้ำอยู่ก็เหลือเพียงเส้นไหมขาดวิ่น แตะเพียงนิดก็แตกกระจายเสียหายทั้งหมด
