แต่พอนางออกแรงเพียงนิดเดียว กลางฤดูหนาวเช่นนี้กลับเจ็บจนเหงื่อเย็นซึมเต็มกาย
ไม่มีทางเลือก! นางทำได้เพียงยอมแพ้
อย่างไรเสีย ชีวิตน้อย ๆ ย่อมสำคัญกว่า ความไม่สบายเพียงเท่านี้ คงต้องอดทนไปก่อน
ยามนี้เวินหลีหม่านขยับตัวไม่ได้ ได้แต่นอนคว่ำอย่างเบื่อหน่ายอยู่เช่นนี้
ขณะที่นางกำลังจะนับอิฐบนกำแพงฝั่งตรงข้ามห้องได้ครบทุกก้อน
เสียง “เอี๊ยดอ๊าด” พลันดังขึ้น ประตูห้องถูกคนจากด้านนอกเปิดออก
เวินหลีหม่านหันไปมองทางประตู เป็นไปตามที่คาดไว้ เสี่ยวเถากลับมาแล้ว
“กลับมาแล้วหรือ! วันนี้เหตุใดถึงช้านัก?”
จากความทรงจำของเวินหลีหม่าน คนที่เข้าเวรกลางคืนกลับมาได้เมื่อถึงกลางวันและมีคนไปทำงานแทน
“ข้ากินอาหารเช้าเสร็จแล้วจึงกลับมา ยังนำอาหารมาให้เจ้าด้วย!”
เสี่ยวเถาพูดพลางหยิบโจ๊กหนึ่งชามกับหมั่นโถวลูกใหญ่สองลูกออกจากกล่องอาหาร
เวินหลีหม่านถามอย่างกังวลว่า “สภาพข้าเป็นเช่นนี้ หลายวันนี้คงไปเข้าเวรไม่ได้ ผู้ดูแลว่าอย่างไรบ้าง?”
“ผู้ดูแลบอกให้พวกเราผลัดกันทำงานแทนเจ้าสักหลายวัน พอเจ้าหายดีก็ค่อยกลับไปทำงาน”
ได้ยินเสี่ยวเถาพูดเช่นนี้ เวินหลีหม่านจึงค่อยโล่งใจ ดูท่าผู้ดูแลผู้นี้จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอยู่บ้าง
“รีบกินเถิด อากาศหนาวเช่นนี้ หากไม่กินเสียตอนที่ยังอุ่น ประเดี๋ยวก็เย็นชืด”
เสี่ยวเถายัดหมั่นโถวใส่มือเวินหลีหม่าน ส่วนตนยกชามโจ๊กข้างกายขึ้น เตรียมป้อนให้นาง
เวินหลีหม่านกัดหมั่นโถวคำหนึ่ง พบว่าไส้เป็นผักกาดขาวกับเนื้อ
เนื้อในยังอุ่นอยู่ คงเป็นเพราะเสี่ยวเถาเพิ่งรับมาจากเตาแล้วรีบวิ่งกลับมาส่งให้นาง!
ฤดูหนาวเช่นนี้ นอกจากหัวไชเท้ากับผักกาดขาวที่เก็บไว้นานแล้ว ผักชนิดอื่นล้วนมีราคาสูงนัก!
นางกำนัลชั้นผู้น้อยอย่างพวกนางไม่มีวาสนาได้กินหรอก
แป้งหมั่นโถวขาวนุ่มฟูและยืดหยุ่น ไส้ด้านในชุ่มฉ่ำ รสเค็มกลมกล่อม กัดเพียงคำเดียวก็สัมผัสได้ถึงน้ำเนื้อที่อัดแน่นอยู่ข้างใน
กล่าวโดยรวม แป้งกับไส้เข้ากันอย่างพอเหมาะพอดี เพียงกัดลงไป กลิ่นหอมก็อบอวลเต็มปาก
ไม่นาน เวินหลีหม่านก็กินหมั่นโถวลูกใหญ่นั้นจนหมด
“อืม อร่อย!”
“เสี่ยวเถา สองวันนี้ขอบใจเจ้าที่คอยดูแลข้า!”
“แล้วยาที่เจ้าช่วยไปซื้อให้ ข้าเสียเงินไปกี่อีแปะ ประเดี๋ยวข้าจะคืนให้”
เวินหลีหม่านซาบซึ้งในน้ำใจของเสี่ยวเถาจากใจจริง
หากไม่ได้เสี่ยวเถาช่วยไปซื้อยาและต้มยาให้ นางคงได้แต่นอนรอความตายอยู่บนเตียง
เสี่ยวเถาไม่เพียงช่วยต้มยาให้ ยังเป็นห่วงและนำอาหารมาให้นาง ต่อให้เป็นญาติพี่น้องก็ใช่ว่าจะทำได้ถึงเพียงนี้
“พวกเราเป็นพี่น้องกัน จะพูดเรื่องพวกนี้ไปไย!”
“นับแต่เข้าวังมา พวกเราก็อยู่ด้วยกันมาตลอด คอยช่วยเหลือกันย่อมเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้วมิใช่หรือ?”
“อีกอย่าง ก่อนหน้านี้เจ้าก็ช่วยข้าไว้หลายครั้ง!”
เสี่ยวเถาพูดพลางตักโจ๊กข้าวฟ่างขึ้นมาหนึ่งช้อน แล้วป้อนถึงริมฝีปากนาง
เวินหลีหม่านกินหมั่นโถวลูกใหญ่หนึ่งลูก ดื่มโจ๊กข้าวฟ่างหนึ่งชาม รู้สึกท้องอุ่นสบายยิ่งนัก
“ข้ากินอิ่มแล้ว หมั่นโถวที่เหลืออีกลูกจะทำอย่างไรดี?”
เวินหลีหม่านถามอย่างกระดากใจเล็กน้อย
“ไม่เป็นไร เก็บไว้เถิด อากาศหนาวเช่นนี้ไม่เสียง่าย ตอนเที่ยงอุ่นสักหน่อยก็กินได้”
เสี่ยวเถานำหมั่นโถวที่เหลือใส่กลับเข้าไปในกล่องอาหาร ตั้งใจว่าถึงเวลาจะนำกลับไปที่ห้องเครื่องหลวง
“แต่เสี่ยวเถา เรื่องที่ข้าถูกกุ้ยเหรินฉิ่งลงโทษคราวนี้ ข้ารู้สึกว่ามีพิรุธอยู่มาก!”
“ข้ารู้ว่ากุ้ยเหรินฉิ่งแพ้นมวัว ตอนจัดอาหารลงกล่อง ข้าตรวจดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่มีของกินที่ทำจากนมวัว”
“เหตุใดพอไปถึงมือกุ้ยเหรินฉิ่ง จึงมีขนมที่ทำจากนมวัวเพิ่มขึ้นมาได้เล่า!”
เวินหลีหม่านคิดว่าแปดส่วนคงถูกคนใส่ร้าย แต่ยามนี้ยังไม่แน่ใจว่าเป็นผู้ใด
“เจ้ามั่นใจหรือ? หากไม่ใช่เจ้า เช่นนั้นคงมีคนแอบใส่เข้าไปกลางทาง แล้วระหว่างนั้นมีใครแตะต้องกล่องอาหารหรือไม่?”
ได้ยินนางพูดเช่นนี้ มือที่กำลังเก็บกล่องอาหารของเสี่ยวเถาพลันชะงัก ก่อนเอ่ยถาม
เวินหลีหม่านครุ่นคิดแล้วส่ายหน้า “ข้าไม่รู้!”
“หลังจากจัดอาหารลงกล่องเสร็จ ข้าออกไปข้างนอกครู่หนึ่ง ระหว่างนั้นใครแตะต้องบ้าง ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน!”
“เจ้าคิดว่าเป็นผู้ใด?”
“ข้าทำงานอยู่ในห้องเครื่องหลวง ปกติก็ผูกไมตรีกับผู้อื่น ไม่เคยล่วงเกินใคร แล้วผู้ใดกันถึงคิดทำร้ายข้าเช่นนี้?”
จากความทรงจำของร่างเดิม เวินหลีหม่านรู้ว่าเจ้าของร่างเดิมมีนิสัยอ่อนแอ เป็นคนดีจนใคร ๆ ก็เอาเปรียบได้
ผู้ใดมาขอความช่วยเหลือ นางก็รับปากทันที คนที่นิสัยดีถึงเพียงนี้จะไปล่วงเกินผู้ใดได้เล่า!
เสี่ยวเถาได้ยินนางถามเช่นนั้น ก็เอาแต่ก้มหน้าครุ่นคิดว่าเป็นผู้ใด
ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง นางก็ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ไม่รู้ ข้าก็นึกไม่ออกว่าเป็นผู้ใด!”
“ไม่เป็นไร ในเมื่อนางคิดทำร้ายข้า คงไม่ลงมือเพียงครั้งเดียว ขอเพียงข้ายังไม่ตาย คราวหน้าก็ต้องจับตัวนางได้แน่”
นางเป็นคนทำให้เจ้าของร่างเดิมตาย เวินหลีหม่านไม่มีทางปล่อยนางไป
นางยืมร่างของเจ้าของร่างเดิมมาเกิดใหม่ ก็มีหน้าที่ต้องแก้แค้นแทนอีกฝ่าย
“ถุย ๆ ๆ พูดเรื่องตาย ๆ อะไรกัน ไม่กลัวเป็นลางร้ายหรือ?”
เสี่ยวเถาจิ้มหน้าผากนางอย่างขุ่นเคืองแล้วกล่าว
“ข้าผิดเอง ข้าผิดเอง จะไม่พูดอีกแล้ว!”
เวินหลีหม่านทำท่ารูดซิปปากของตน ส่งสัญญาณว่าจะปิดปากเงียบ
“วางกล่องอาหารไว้ตรงนี้ก่อนเถิด เจ้าก็ไม่ได้นอนมาทั้งคืนแล้ว รีบไปล้างหน้าแปรงฟันแล้วนอนพักเสีย!”
เวินหลีหม่านเห็นเสี่ยวเถาที่หาวอยู่ข้าง ๆ ก็กล่าวด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไร กลางคืนข้าแอบงีบไปครู่หนึ่งแล้ว!”
“ยามนี้ยังไม่ง่วง ข้าจะไปต้มยาให้เจ้าก่อนแล้วค่อยไปนอน”
เสี่ยวเถาพูดจบก็ไปจุดเตาเล็กในห้อง เตรียมต้มยาอยู่ด้านใน
“เสี่ยวเถา เจ้าดีกับข้าที่สุดจริง ๆ เงินสองตำลึงนี้ถือเป็นค่ายาของข้าแล้วกัน”
เวินหลีหม่านเปิดหีบใส่กุญแจข้างหมอน หยิบเงินสองตำลึงออกมายัดใส่มือเสี่ยวเถา
“จะใช้เงินมากถึงเพียงนั้นได้อย่างไร เจ้าเก็บเงินแต่ละเหรียญก็ไม่ง่าย ข้าขอเพียงหนึ่งตำลึงเป็นค่ายาก็พอ อีกหนึ่งตำลึงนี้เจ้าเก็บคืนไปเถิด”
เสี่ยวเถารับไว้เพียงหนึ่งตำลึง ยัดเงินอีกตำลึงใส่มือเวินหลีหม่านแล้วเดินไปต้มยา
เวินหลีหม่านทำอะไรไม่ได้ จึงเก็บเงินหนึ่งตำลึงกลับคืนมา
เสี่ยวเถาเติมน้ำกับยาลงในหม้อต้มยา จากนั้นยกไปวางบนเตาเล็ก เคี่ยวอย่างช้า ๆ
นางนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตา ไม่นานก็เริ่มสัปหงก
เวินหลีหม่านอยากลงจากเตียงไปหาผ้ามาคลุมให้นาง แต่ร่างกายกลับไม่เอื้ออำนวย เพียงขยับก็เจ็บจนทนไม่ไหว ดิ้นรนอยู่พักหนึ่งสุดท้ายจึงได้แต่ยอมแพ้
เวินหลีหม่านนอนคว่ำอยู่บนเตียงเช่นนั้น มองหม้อต้มยาบนเตาไฟกับเสี่ยวเถาที่นั่งสัปหงกอยู่ข้าง ๆ
กระทั่งนางรู้สึกว่าเวลาผ่านไปพอสมควร ยาน่าจะใกล้เคี่ยวได้ที่แล้ว จึงส่งเสียงเรียก
“เสี่ยวเถา เสี่ยวเถา! ตื่นเถิด ยาน่าจะได้ที่แล้ว”
“อืม...”
เสี่ยวเถาตื่นขึ้นมายืนบิดขี้เกียจ
จากนั้นเปิดฝาหม้อต้มยาดู พบว่ายาได้ที่แล้วจริง ๆ จึงยกหม้อเทยาลงชามแล้วยื่นให้เวินหลีหม่าน
“เสี่ยวเถา ส่งยาให้ข้าแล้วก็ไปนอนเถิด”
เวินหลีหม่านมองเสี่ยวเถาที่มีท่าทางงัวเงีย แล้วเอ่ยด้วยความห่วงใย
คราวนี้เสี่ยวเถาไม่ปฏิเสธ หลังส่งยาให้เวินหลีหม่านแล้วก็กลับไปที่เตียง ล้มตัวลงนอนและหลับไปทันที
เวินหลีหม่ารอจนยาเย็นลงเล็กน้อย แล้วดื่มรวดเดียวจนหมด
นางนอนคว่ำอยู่บนเตียงเช่นนี้ตลอดห้าวัน จนกระทั่งบาดแผลเริ่มตกสะเก็ด จึงกล้าค่อย ๆ ขยับลงจากเตียงเดินไปสองก้าว
หลังจากลงจากเตียงได้ สิ่งแรกที่เวินหลีหม่านทำคือค่อย ๆ เดินไปยังกระจกทองแดงในห้อง
