ภายในพระราชวัง ใต้ราตรีอันมืดมิด หมู่ตำหนักทอดตัวยาวต่อเนื่องกัน ชายคาเชิดงอนขึ้น
เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมา ปกคลุมกระเบื้องเคลือบประหนึ่งปูแผ่นเงินไว้บนหลังคา
ณ ประตูวัง เหล่าทหารยามยืนนิ่งราวรูปสลักเหล็กกล้า น้ำค้างแข็งและหิมะเกาะเต็มกาย ทว่าพวกเขายังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง
ภายในกำแพงวัง บางครั้งมีองครักษ์ลาดตระเวนยามค่ำคืนเดินผ่าน เสียงฝีเท้าหนักเหยียบย่ำหิมะดังเอี๊ยดอ๊าด โคมไฟในมือแกว่งไกว ส่องแสงสีเหลืองนวลริบหรี่
ลึกเข้าไปในเขตพระราชฐาน ณ มุมตะวันออกเฉียงใต้ของวัง มีเรือนทรุดโทรมหลังหนึ่ง ภายในห้องมีแสงโคมสีเหลืองสลัวลอดออกมาจากหน้าต่างริบหรี่
ภายในห้อง เฟอร์นิเจอร์เพียงชิ้นเดียวที่ยังสมบูรณ์คือเตียงไม้ซึ่งตั้งชิดผนัง
“ซี๊ด!”
เด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งนอนคว่ำอยู่บนเตียง แผ่นหลังถูกโบยจนเนื้อแตกยับ
นางขยับตัวอย่างไม่สบายกาย ความเจ็บปวดทำให้เผลอส่งเสียงออกมา
เวินหลีหม่านรู้สึกว่าทันทีที่ขยับเพียงเล็กน้อย แผ่นหลังทั้งแผ่นก็ปวดแสบปวดร้อน
นางคิดอย่างสะลึมสะลือว่า ดูท่าฉันจะโชคดีไม่น้อย ตกจากหน้าผาสูงขนาดนั้นแล้วยังไม่ตาย สวรรค์คุ้มครองจริง ๆ
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ในห้วงความคิดของนางกลับมีความทรงจำของคนอีกคนหนึ่งอยู่ด้วย ขณะที่กำลังจะลองพินิจดูให้ละเอียด ศีรษะก็ปวดแปลบขึ้นมา ก่อนจะหมดสติไปอีกครั้ง
นางจึงได้ดูชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่งจนจบในความฝัน ราวกับกำลังชมภาพยนตร์
“เสี่ยวหม่าน เสี่ยวหม่าน! ตื่นเถิด ถึงเวลาดื่มยาแล้ว!”
เด็กหญิงอีกคนหนึ่งดูอายุไม่มากเช่นกัน ผมเกล้ามวยกลม นิสัยอ่อนหวานซุกซนเล็กน้อย
นางถือถ้วยยาเดินเข้ามาจากด้านนอก ตบไหล่เวินหลีหม่านเบา ๆ พลางร้องเรียกเสียงแผ่ว
สิ่งแรกที่เวินหลีหม่านเห็นเมื่อลืมตาคือเด็กหญิงตัวเล็กที่แต่งกายเป็นนางกำนัลในชุดโบราณ กำลังยื่นมือมาแตะหน้าผากเพื่อตรวจดูอุณหภูมิของนาง
“ตื่นแล้วหรือ ดีที่ไม่มีไข้ รีบดื่มยาตอนยังร้อนเถิด!”
เด็กหญิงหยิบถ้วยยาที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา แล้วยื่นให้เวินหลีหม่าน
“เสี่ยวเถา เหตุใดเจ้าจึงมาที่นี่?”
เวินหลีหม่านเรียกชื่อเด็กหญิงตามความทรงจำ
“คืนนี้ถึงเวรข้าเฝ้ายามที่ห้องเครื่อง พอเห็นว่าทางนั้นไม่มีใคร ข้าจึงแวะมาดูเจ้า”
“ข้าต้มยามาให้ด้วย รีบดื่มตอนยังร้อนเถิด ดื่มแล้วแผลจะหายเร็วขึ้น”
เสี่ยวเถาเห็นนางถือถ้วยยาไว้แต่ไม่ยอมดื่ม จึงเร่งเร้าด้วยความร้อนใจ
เวินหลีหม่านเห็นแววตาห่วงใยของอีกฝ่าย จึงยอมยกถ้วยขึ้นจิบหนึ่งคำ รสขมทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยวไปหมดในทันใด
เสี่ยวเถามองอยู่ข้าง ๆ พลางทำหน้าหยีจนเห็นฟัน ราวกับขมไปด้วย ทำเอาเวินหลีหม่านเกือบหลุดหัวเราะ
เวินหลีหม่านฝืนยิ้มกลบความขมแล้วเย้านางว่า “เจ้าไม่ได้ดื่มยาเสียหน่อย เหตุใดทำหน้าเช่นนั้น?”
เสี่ยวเถาขมวดคิ้ว ทำหน้าบูดบึ้งกล่าวว่า “ตั้งแต่เด็กข้ากลัวการดื่มยาที่สุด”
“ทุกครั้งต้องให้ท่านแม่ปลอบอยู่นานกว่าข้าจะกล้าดื่ม แค่เห็นสีหน้าเจ้าก็รู้แล้วว่ายานี้ต้องขมมากแน่”
เวินหลีหม่านเองก็รู้สภาพร่างกายของตนในยามนี้ดี จำเป็นต้องดื่มยา
นางจึงเตรียมใจ บีบจมูกแล้วยกถ้วยขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
“ดื่มน้ำตามสักหน่อย บ้วนปากเถิด!”
เสี่ยวเถาเดินไปที่โต๊ะข้าง ๆ รินน้ำหนึ่งถ้วยแล้วยื่นให้นาง
เวินหลีหม่านไม่รังเกียจแม้น้ำจะเย็น รับมาแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด รสขมในปากจึงจางลงบ้าง
“นี่คือมันเทศเผาที่ข้าแอบย่างตอนคนอื่นในครัวไม่ทันสังเกต แล้วซ่อนไว้ในอกเสื้อเอากลับมาตลอดทาง”
“ยังร้อนอยู่เลย! เจ้าถือไว้กินเถิด ข้าต้องกลับไปเฝ้ายามต่อแล้ว”
เสี่ยวเถาล้วงมันเทศเผาที่ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าออกมาจากอกเสื้อ ส่งให้เวินหลีหม่านแล้วเปิดประตูฝ่าลมหิมะออกไป
หลังเสี่ยวเถาจากไป เวินหลีหม่านประคองมันเทศเผาร้อน ๆ ไว้ในมือ
นางกวาดตามองห้องที่ทั้งแปลกตาและคุ้นเคยแห่งนี้
ตรงข้ามเตียงของนางยังมีเตียงอีกหลังหนึ่ง น่าจะเป็นของเสี่ยวเถา ห้องนี้พักอยู่กันเพียงสองคน
โต๊ะกับตู้ในห้องเหลืองเก่า ทั้งยังแตกร้าว ลมหนาวด้านนอกพัดกระดาษหน้าต่างจนส่งเสียงกรอบแกรบ
“เฮ้อ!”
เมื่อเห็นสภาพห้อง เวินหลีหม่านก็ยอมรับความจริงในที่สุดว่าตนทะลุมิติมาแล้ว
เดิมทีเวินหลีหม่านเป็นบุตรสาวคนเล็กของตระกูลเวิน ซึ่งเป็นตระกูลพ่อครัวในยุคปัจจุบัน ตั้งแต่นางเริ่มเดินได้ก็เรียนวิชาทำอาหารจากท่านปู่
แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ นางไม่ได้ทำตามที่ครอบครัววางแผนให้เป็นพ่อครัว หากเลือกเป็นบล็อกเกอร์อาหาร
นางไม่ยึดติดกับการเรียนรู้อาหารเพียงประเภทเดียว ขอเพียงเป็นอาหารที่ชอบ นางก็จะไปเรียนรู้ทั้งสิ้น
ครั้งหนึ่งเพราะเห็นว่าอาหารจานหนึ่งอร่อย นางถึงกับไปขอเรียนกับพ่อครัวผู้ทำจานนั้นอยู่สองเดือน เพียงเพื่อจะปรุงให้ได้รสชาติดั้งเดิมอย่างแท้จริง
ครั้งนี้นางทะลุมิติมาเพราะเข้าไปเก็บวัตถุดิบสดใหม่ในป่าลึก เท้าลื่นพลัดตกจากหน้าผา เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็มาอยู่ในราชวงศ์ต้าโจวแห่งนี้แล้ว
เจ้าของร่างเดิมมีชื่อเดียวกับนาง คือเวินหลีหม่าน คนในวังล้วนคุ้นเคยกับการเรียกนางว่าเสี่ยวหม่าน
นางกับเสี่ยวเถาเป็นนางกำนัลตัวเล็ก ๆ ในห้องเครื่อง วันนั้นเวินหลีหม่านกำลังนำสำรับไปส่งให้กุ้ยเหรินฉิ่ง
ในสำรับมีอาหารอย่างหนึ่งที่ทำจากนมวัว และกุ้ยเหรินฉิ่งบังเอิญแพ้นมวัว
เมื่อเห็นอาหารจานนี้ กุ้ยเหรินฉิ่งก็เดือดดาล กล่าวหาคนในห้องเครื่องว่าเห็นนางไม่ได้รับความโปรดปราน จึงจงใจละเลยนาง
เวินหลีหม่านจึงกลายเป็นผู้รับโทสะ ถูกลงโทษโบยสิบครั้ง
เจ้าของร่างเดิมเป็นเพียงนางกำนัลตัวเล็ก ๆ ไร้เงินไร้อำนาจ ผู้ลงโทษก็ไม่ได้ออมมือ นางจึงถูกโบยจนตายทั้งเป็น
การลงโทษยังไม่ทันสิ้นสุด นางก็หมดสติไปแล้ว สุดท้ายเป็นขันทีน้อยสองคนจากห้องเครื่องที่หามนางกลับมา
ยาที่นางดื่มคงเป็นเสี่ยวเถาออกเงินไปซื้อมาให้
ทว่าในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เวินหลีหม่านไม่พบว่านางเคยใส่อาหารที่ทำจากนมวัวลงในกล่องอาหารของกุ้ยเหรินฉิ่ง ดูท่าเรื่องนี้ยังมีเงื่อนงำ
เวินหลีหม่านเอื้อมมือไปคลำแผ่นหลังที่ปวดเหลือทน ยามนี้มีคนทายาให้แล้ว นางยังได้กลิ่นยาจากกายตนเอง
นางอดยินดีไม่ได้ที่ยามนี้เป็นฤดูหนาว อากาศหนาวเย็นช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อโรค ลดโอกาสติดเชื้อได้
ในยุคโบราณที่วิชาแพทย์ล้าหลังเช่นนี้ หากแผลติดเชื้อจนเกิดไข้ ชีวิตคนผู้นั้นคงอยู่ห่างจากความตายเพียงก้าวเดียว
“โครก!”
เวินหลีหม่านนอนมานาน ไม่ได้กินอะไรเลย ท้องจึงเริ่มส่งเสียงประท้วง
นางค่อย ๆ ลอกเปลือกมันเทศเผาออก เผยให้เห็นเนื้อสีเหลืองทอง ชวนให้น้ำลายสอ
นางอดใจไม่ไหว ก้มลงกัดหนึ่งคำ เนื้ออ่อนนุ่ม หอมหวาน รสหวานค่อย ๆ แผ่ซ่านในปาก
มีกลิ่นหอมคล้ายคาราเมลไหม้จาง ๆ ชวนให้อยากกินต่ออีกหลายคำ
เมื่อกินมันเทศเผาจนหมด ท้องมีอาหารรองรับ เวินหลีหม่านก็รู้สึกสบายขึ้นไม่น้อย
ยามนี้นางบาดเจ็บ ทำสิ่งใดไม่ได้ จึงทำได้เพียงนอนคว่ำต่อไปเพื่อพักฟื้น
เพียงข้ามคืน หิมะด้านนอกก็ทับถมหนาขึ้น กระเบื้องเขียวกำแพงแดงถูกห่มคลุมด้วยผืนหิมะขาวโพลน งดงามยิ่งนัก
ยามฟ้าสางในเช้าตรู่ เหล่าคนรับใช้ในวังก็ออกมากวาดหิมะตามสองข้างทางแล้ว ภาพนั้นทำให้บรรยากาศดูมีชีวิตชีวาขึ้นไม่น้อย
เวินหลีหม่านตื่นแต่เช้า นอนมานานเพียงนี้นางย่อมหลับต่อไม่ลงแล้ว ยามตื่นขึ้นมาเสี่ยวเถายังไม่กลับมา
เดิมทีนางคิดจะลองพลิกตัวขยับดู นอนคว่ำอยู่ตลอดจนรู้สึกว่าร่างกายแข็งทื่อ อีกทั้งนอนหลับก็ไม่สบายเอาเสียเลย
