เซี่ยจั้วหลุบตาลง เงียบงันไม่เอ่ยคำ
คิดไปเองกระนั้นหรือ
ไม่ใช่ กู้หรงตัดสินใจแล้วว่าจะอาศัยอำนาจของเขา
เซี่ยจั้วนิ่งเงียบ สวี่เสวินเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ หากเปลี่ยนมาถามด้วยความห่วงใยว่า “ท่านโหวน้อย คืนนี้ยังคิดจะอดหลับอดนอนอ่านสำนวนคดีที่เบิกมาจากกรมอาญาสิทธิ์หรือไม่”
เซี่ยจั้วส่ายหน้า “พรุ่งนี้เช้าจะไปตำหนักของฝ่าบาท ร่วมรับประทานมื้อเช้ากับฝ่าบาท”
สวี่เสวินได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้างอย่างอดไม่ได้
นี่ฟ้าจะโปรยฝนสีแดง หรือดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตกกันแน่
เขายิ่งคาดเดาความคิดของท่านโหวน้อยไม่ออกขึ้นทุกที
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาคงถูกลดความโปรดปรานเป็นแน่
สวี่เสวินพึมพำไปพลาง เดินออกจากห้องไปพลาง
ประตูห้องปิดลง สวี่เสวินก็รีบคว้าแขนเสื้อของเชิงเซิงไว้ “เชิงเซิง ท่านโหวน้อยปล่อยวางความขุ่นข้องในใจแล้วหรือ”
เชิงเซิงสะบัดพัด แล้วตบหลังมือสวี่เสวินเบา ๆ “ปล่อยมือ! เสื้อคลุมตัวนี้ข้าสั่งตัดพอดีตัว เสียเงินไปตั้งห้าสิบตำลึงเงิน”
“ห้าสิบตำลึง!” สวี่เสวินร้องอุทานเสียงหลง
สวี่เสวินชอบสุราชั้นเลิศ ส่วนเชิงเซิงชอบอาภรณ์งดงาม
“แตะครั้งหนึ่ง สิบตำลึงเงิน!” เชิงเซิงมองรอยยับตรงปลายแขนเสื้อ เบ้ปากแล้วเรียกราคาสูงลิ่ว
สวี่เสวินหัวเราะเยาะ “เจ้านี่ปล้นเงินกันซึ่ง ๆ หน้าได้เลยนะ”
เชิงเซิงโบกพัดเบา ๆ “ข้ากำลังปล้นอยู่ไม่ใช่หรือ”
เมื่อเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ เชิงเซิงก็ลดเสียงลง “สวี่เสวิน อย่ามัวแต่คาดเดาความคิดของท่านโหวน้อยอยู่เลย”
สวี่เสวินชะงักไป คล้ายอยากอธิบายบางอย่าง แต่ก็ได้ยินเชิงเซิงกล่าวต่ออย่างเรียบเฉยว่า “อีกอย่าง เจ้าแค่ถูกธนบัตรของคุณหนูใหญ่กู้ทำให้ตาพร่า ไม่ใช่ถูกตัวคุณหนูใหญ่กู้ทำให้ลุ่มหลง”
สวี่เสวิน: ???
เหตุใดฟังแล้วถึงได้ประหลาดเช่นนี้
เขาดูเหมือนคนประเภทที่เห็นคุณหนูใหญ่กู้ลงมือฟันคนมากมายต่อหน้าต่อตา แล้วยังใจเต้นหวั่นไหวจนเคลิบเคลิ้มหลงใหลหรือ
