“ท่านพ่อก็ยังไม่รู้เรื่องนี้อีกหรือ?”
“จวนหยางโหวนี้ช่างเป็นวัดเล็กที่มีมารลมแรง น้ำตื้นแต่เต่าชุกชุมเสียจริง”
กู้หรงกล่าวอย่างเรียบเฉย ถ้อยคำเยาะเย้ยในน้ำเสียงดังคล้ายใบไผ่ในลานบ้านเสียดสีกันเบา ๆ ยามต้องลม แม้แผ่วเบาแต่ชัดเจนจนไม่มีผู้ใดมองข้ามได้
ท่านหรูหยางโป๋โกรธจนตาเบิกกว้าง คิดจะด่าต่อ
“ท่านพ่อ” กู้หรงมองท่านหรูหยางโป๋ด้วยแววตาเย็นเยียบ “แต่เดิมเสี่ยวจือก็สามารถเติบโตอย่างแข็งแรงได้เช่นกัน”
สิ้นเสียง นางก็เหลือบมองกู้ฝูซีแวบหนึ่ง ประหนึ่งห่านป่าร่อนเหยียบหิมะ
กู้ฝูซีซึ่งหลบอยู่หลังท่านหรูหยางโป๋มีแววตาวูบไหว
ส่วนร่างของท่านหรูหยางโป๋สั่นเทาเล็กน้อย ก่อนจะหนีไปอย่างลนลาน
กู้หรงหัวเราะเยาะ
แล้วอย่างไร หากจวนหยางโหวมีเรื่องครึกครื้นไม่รู้จบ?
อย่างไรเสีย ท่านหรูหยางโป๋ก็หมายใจจะยื่นเรื่องแต่งตั้งกู้ฝูจิ้งเป็นซื่อจื่อ จึงคร้านจะปฏิบัติต่อเสี่ยวจืออย่างอ่อนโยน
ซุปหม้อนี้ หากเสี่ยวจือดื่มไม่ได้ เช่นนั้นก็พลิกคว่ำทั้งหม้อเสียเลย
ถึงเวลานั้น นางจะพาเสี่ยวจือกลับหยางโจว ใช้ชีวิตมั่งคั่งกินดีอยู่ดี สวมแพรไหมผลาญเงินทองดังสายน้ำต่อไป
“เหลียนจือ” น้ำเสียงกู้หรงเจือรอยยิ้ม “คุณหนูของเจ้ากลับไปแล้ว นางไม่ต้องการเจ้า ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเจ้าจะเป็นหรือตาย”
“ชิงถัง โยนเหลียนจือออกไปจากศาลาจูเวย”
“หากกู้ฝูซีเห็นแก่ความผูกพันระหว่างนายบ่าวในวันวาน และยินดีช่วยชีวิต ก็ให้นางเป็นผู้ช่วยเอง”
“หากไม่เห็นแก่ความผูกพัน ก็ปล่อยให้เป็นไปตามชะตา”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชิงถังก็แก้มัดเหลียนจืออย่างคล่องแคล่ว แล้วลากนางออกไป
บนทางเดินหินเขียวที่เรียบสะอาดปรากฏรอยเลือดยาวเหยียด
