กู้ฝูซีเงียบงันไปชั่วขณะ
นางรู้ดีในใจว่า ต่อให้ไม่มีฝูจิ่ง มารดาก็ไม่มีวันสละชีวิตตนเองแทนนาง
มืออีกข้างกำแน่นเป็นหมัด จนฝ่ามือเจ็บระบม ริมฝีปากฝืนยิ้มออกมา “ข้าปรารถนาให้มารดามีความสุขไร้กังวลยิ่งกว่าผู้ใดทั้งสิ้น”
เสียงนั้นแผ่วเบาอย่างยิ่ง ราวกับเส้นขนแมวที่เบาหวิวไร้น้ำหนัก แม้ลอยอยู่บนผิวน้ำ ก็ยังไม่อาจก่อให้เกิดระลอกคลื่นแม้แต่น้อย
เช่นเดียวกัน นางเถาก็ไม่สะทกสะท้าน ดวงตายังคงเย็นชา จ้องกู้ฝูซีไม่วางตา รอคำตอบที่แน่ชัด
“ฝูซี เจ้าจะรับโทษแทนแม่”
“ใช่หรือไม่”
กู้ฝูซีหลุบตา “มารดาวางใจเถิด”
พอสิ้นคำ นางเถาก็วางใจลงได้โดยสิ้นเชิง
“ฝูซีช่างกตัญญู ไม่เสียแรงที่แม่ต้องลำบากเพื่อเจ้า”
แววตาของกู้ฝูซีไหววูบ ความขมขื่นและเศร้าสร้อยแผ่ซ่านอยู่ในใจ สีหน้าจึงพลอยเหม่อลอยไปด้วย
ตลอดสิบปีที่ถูกเลี้ยงดูอยู่นอกจวนท่านหรูหยางโป๋ ถ้อยคำที่นางได้ยินมากที่สุดก็คือ “หากไม่ใช่เพราะตั้งครรภ์เจ้าแล้วตัดใจทำแท้งไม่ลง ข้าจะยอมเป็นเมียน้อยนอกบ้านของท่านหรูหยางโป๋ และทนถูกผู้คนครหาหรือ”
“หากไม่ใช่เพราะไม่วางใจจะทิ้งเจ้าไป ข้าคงแต่งงานมีสามี มีลูก และได้เป็นภรรยาเอกไปนานแล้ว”
“หากไม่ใช่เพราะเจ้าไม่ได้เรื่องไม่น่ารัก ข้าจะยังเป็นเมียน้อยนอกบ้านที่ไร้ชื่อไร้สถานะได้อย่างไร”
ถ้อยคำทำนองนี้มีมากมายเหลือเกิน
ประหนึ่งว่าการมีอยู่ของนางต่างหาก เป็นต้นตอแห่งความทุกข์ยากของมารดา
และความหมายเพียงหนึ่งเดียวในการมีชีวิตอยู่ของนาง ก็คือการมีชีวิตแทนมารดา
ครั้นเห็นกู้ฝูซีกลับเงียบงันไม่พูดไม่จาอีก ใจนางเถาก็ลอยขึ้นมาอีกครั้ง นางเม้มริมฝีปาก ก่อนถามเสียงเย็น “เจ้าบอกว่ายายเมี้ยวทนการทรมานของสำนักสืบสวนหวู้จิ้งซือไม่ไหว แล้วเจ้าล่ะ”
