ไม่นานนัก ถานเจิงก็ผลักประตูเข้ามา พอเห็นเผิงเยี่ยนยืนอยู่กับนายแบบหนุ่ม เขาก็ยิ้มทั้งที่แววตาไม่ยิ้ม “อะไร คิดจะเปลี่ยนอาชีพหรือไง”
เผิงเยี่ยนชี้ไปทางหลู่เหยา “คุณหนูท่านนี้ต่างหากที่คิดว่าผมเปลี่ยนอาชีพ”
เผิงเยี่ยนเป็นเด็กเร่ร่อนที่ถานเจิงช่วยไว้ข้างถนนตอนอายุสิบขวบ เขาเติบโตอยู่ข้างกายถานเจิงมาตั้งแต่เล็ก แต่ไม่เคยอึดอัดกลืนไม่เข้าคายไม่ออกขนาดนี้มาก่อน
เมื่อครู่เขากำลังโทรศัพท์อยู่ตรงโถงทางเดิน จู่ ๆ ก็ถูกหลู่เหยาลากตัวมาโดยไม่ฟังคำอธิบาย
เขารู้จักหลู่เหยา พอคิดว่าเฉียวเจาเกิดเรื่องอะไรขึ้นจึงตามมาด้วย ใครจะคิดว่าจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นนายแบบเสียได้
ถานเจิงมองเฉียวเจา สายตาเย็นเยียบราวกับถูกน้ำแข็งเกาะ “เพื่อตัวไร้ค่าคนอย่างเสิ่นมั่วเหยียน ถึงกับปล่อยตัวเองตกต่ำขนาดนี้ เฉียวเจา เธอทำให้ฉันต้องมองเธอใหม่จริง ๆ”
“คุณถานนี่สองมาตรฐานจริง ๆ” เฉียวเจาลุกพรวดขึ้น สบตากับเขาข้ามโต๊ะชา “ผู้ชายจะถอนตัวอย่างสง่างามแล้วไปหาความสุขใหม่ก็ได้ แต่ผู้หญิงกลับถูกมองว่าปล่อยตัวเองตกต่ำอย่างนั้นเหรอ ใครเป็นคนกำหนดกัน”
อากาศราวกับถูกดูดออกไปจนหมด สายตาของทั้งคู่ปะทะกัน
คนหนึ่งเย็นชาแข็งกระด้างราวเหล็ก อีกคนมีไฟคุกรุ่นอยู่ในใจ
ครึ่งนาทีผ่านไป ถานเจิงเบือนสายตา ก่อนหมุนตัวเดินออกจากห้องส่วนตัว
เผิงเยี่ยนมองเฉียวเจาแล้วถอนหายใจ จากนั้นก็เดินตามออกไป
ภายในห้องส่วนตัว แสงไฟสีสันพร่างพรายชวนตาลาย ราวกับกำลังส่องให้เห็นปีศาจทุกตนที่ซ่อนอยู่ในใจคน
หลู่เหยาให้พนักงานพานายแบบหนุ่มคนนั้นออกไป แล้วถามอย่างระมัดระวัง “คนเมื่อกี้เป็นใครเหรอ”
เฉียวเจาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วผ่อนออกมา “ถานเจิง”
นามสกุลถานไม่ค่อยพบเห็น หลู่เหยาจึงนึกถึงคนคนนั้นได้ทันที
เธอเบิกตากว้าง นี่เธอถึงกับเข้าใจผิดว่าผู้ช่วยของยมบาลตัวเป็น ๆ เป็นนายแบบงั้นหรือ
