คำพูดนี้ทำให้บ้านทั้งหลังเงียบลงอย่างน่าประหลาด
อนาคตที่มองไม่เห็นทำให้ทุกคนสับสน ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนโลกให้กลับไปใช้ชีวิตปกติเหมือนเมื่อก่อนได้อย่างไร จึงได้แต่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ
ปกติตอนกินข้าว หัวหน้าทีมตู้จะทำกับข้าวเสร็จแล้ววางไว้บนโต๊ะ ทุกคนไม่แย่งกัน ใครเห็นก็เข้ามากิน กินเสร็จก็ล้างชามแล้วแยกย้ายไปทำธุระของตัวเอง
นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน ที่ทุกคนนั่งกินข้าวด้วยกันพร้อมหน้า
แขกที่มาเยือนโดยไม่คาดคิดทำให้วงจรชีวิตอันชาเฉยถูกทำลายลง พวกเขาดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง ถึงขั้นหยอกล้อกันได้
พอแขกคนนี้จากไปในวันพรุ่งนี้ ชีวิตก็คงดำเนินต่อไปอย่างไร้คลื่นลม
ซูหลานไม่ได้ต่อความเรื่องนี้ เธอพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งแล้วก็ก้มหน้าเก็บโต๊ะ
ลูคัสห้ามเธอไว้ “ผมทำเอง เมื่อก่อนเรื่องล้างจานเป็นหน้าที่ผมมาตลอด”
“ได้เลย ลำบากคุณแล้ว”
ซูหลานวางตะเกียบลง มือวางแนบลำตัว แม้จะนั่งอยู่ก็ยังหันไปมองทางครัวเป็นระยะ เห็นได้ชัดว่าเธอเกร็ง
ใกล้ค่ำแล้ว ดาวทะเลเสนอว่าตอนกลางคืนไปดูดาวด้วยกันที่จุดตั้งแคมป์เดิม ถือเป็นกิจกรรมย่อยอาหารก่อนนอน
พวกเขาก่อกองไฟบนยอดเขาที่ราบโล่ง ซูหลานพาซูเหมาเหมาไปนั่งรวมกับทุกคน เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าเป็นครั้งคราว และพูดคุยบ้างเป็นบางที
บนยอดเขามีรถส่วนตัวจอดอยู่สามคัน ซูหลานถามว่า “รถพวกนี้เสียหมดแล้วเหรอ?”
“ไม่เสีย ยังใช้ได้ น้ำมันก็เต็มถัง แค่รถคันเดียวขนพวกเราห้าคนไม่หมด เลยจอดทิ้งไว้ที่นี่”
ดาวทะเลตอบแล้วก็ถามอย่างกระตือรือร้นว่า “พี่ฉู่ ผมสงสัยมานานแล้วว่าพี่รอดมาได้ยังไง ทั้งที่อยู่ในที่ที่มีซอมบี้รวมตัวกันเยอะขนาดนั้น?”
ซูหลานคิดในใจ: พ่อหนุ่ม อย่าสงสัยใคร่รู้มากนักเลย
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกคำอธิบายที่ฟังดูสมเหตุสมผลขึ้นมา “ก่อนซอมบี้ระบาด ฉันเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตเล็ก ๆ อยู่แห่งหนึ่ง”
