กระดาษทิชชูเปื้อนเลือดถูกซูหลานโยนทิ้งลงพุ่มไม้ริมทางด้านหลัง ไม่มีใครสนใจ
ซูหลานถามว่า “เมื่อก่อนเธอสนิทกับผู้บัญชาการของพวกเธอมากเหรอ?”
“ไม่ถึงกับสนิทหรอกค่ะ บางทีเธออาจไม่รู้จักชื่อฉันด้วยซ้ำ ฉันเป็นผู้มีพลังพิเศษฝ่ายส่งกำลังบำรุง ปกติคุยกับรองผู้บัญชาการมากกว่า”
จ้งเหมยมองเข้าไปในโกดัง ข้างในมีข้าวสารกับแป้งหลายพันถุง ตอนนี้ในฐานเหลือคนมีชีวิตไม่ถึง 300 คน แต่ทุกคนกลับยังแย่งชิงเสบียงกันราวกับกำลังเกิดทุพภิกขภัย
“เสี่ยวซวง ฉันยังอยากมีชีวิตอยู่ ไม่อยากกลายเป็นซอมบี้ แต่ฉันไม่รู้เลยว่าการมีชีวิตอยู่แบบนี้มันมีความหมายอะไร”
ความคิดมากมายแล่นผ่านหัวของจ้งเหมย ทว่าทุกความคิดกลับเบาหวิวราวกับเศษกระดาษที่ปลิวว่อน ไร้น้ำหนักให้ยึดเหนี่ยว
บ้านเกิด ครอบครัว ความรัก และความหวัง สิ่งที่สูญเสียได้ล้วนสูญเสียไปหมดแล้ว เธอจะใช้สิ่งใดประคองตัวเองให้เดินต่อไปได้
ซูหลานพูดว่า “คิดเรื่องนี้ไปก็ไม่มีความหมาย แค่มีชีวิตต่อไปก็พอแล้ว ถ้าไม่รู้จะทำอะไร งั้นก็ตามฉันมา ฉันจะเป็นผู้บัญชาการให้เธอเอง”
จ้งเหมยหันไปมองซูหลาน เศษกระดาษแผ่นหนึ่งที่ลอยอยู่กลางอากาศพลันมีน้ำหนักขึ้นมา แล้วร่วงลงสู่พื้น
“ได้สิ”
ซูหลานดีดนิ้วกลางอากาศดังเป๊าะ “ฉันก็รู้อยู่แล้วว่าเธอเป็นคนตรงไปตรงมา ตอนนี้ซากปรักหักพังแห่งนี้ก็คือฐานผู้รอดชีวิตที่ฉินเสี่ยวซวงคนนี้เป็นหัวหน้า เธอเป็นลูกน้องคนแรกของฉัน อ้อ พูดผิดไป เธอเป็นคนที่สอง คนแรกคือลูกชายฉัน”
“ดีมาก” ซูหลานปรบมือให้ตัวเองเบา ๆ “ต่อไปเรามาช่วยกันเก็บศพ หาแผ่นคริสตัลแกนกลางกัน ถ้าซอมบี้ระดับสูงกลับมาอีก พวกเราสามคนก็ถือคริสตัลพวกนั้นไปคุกเข่าขอชีวิตต่อหน้าพวกมัน แล้วบอกว่า พี่ใหญ่ทั้งหลาย อย่าฆ่าพวกเราเลย นี่เป็นเครื่องบรรณาการ”
