น้ำร้อนกับผ้าขนหนูวางเตรียมไว้ข้าง ๆ ตั้งนานแล้ว ซูหลานบิดผ้าขนหนูจนหมาด ค่อย ๆ เช็ดตัวเด็กให้สะอาดก่อน จากนั้นจึงวางเขาลงบนผ้าห่ม แล้วจัดการตัวเองต่อ
ผ้าปูที่นอนผืนเดิมสกปรกจนใช้ต่อไม่ได้แล้ว ซูหลานจึงม้วนมันเป็นก้อนแล้วโยนทิ้งไปเลย ในเสบียงที่เธอเก็บมาจากในเมืองมีผืนใหม่ไว้เปลี่ยนอยู่
เธอไม่รู้เหมือนกันว่าไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ถึงทำทุกอย่างจนเสร็จได้ราวกับฟื้นคืนชีพชั่วคราว พอเปลี่ยนเครื่องนอนเรียบร้อยก็ทรุดตัวลง นอนหมดแรงจนยกนิ้วแทบไม่ขึ้น แต่ก็ยังฝืนลืมตาคอยมองทารกแรกเกิด
ลมหายใจของทารกแผ่วเบา หน้าท้องน้อย ๆ ขยับขึ้นลง เป็นหลักฐานว่าเขายังมีชีวิตอยู่
ซูหลานวางเขาลงบนผ้าห่มอย่างทะนุถนอม ข้าง ๆ ท้องของตัวเอง ความรู้สึกอุ่นใจและอิ่มเอมแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ
เธอกระซิบบอกเขาเบา ๆ ด้วยเสียงแผ่วพร่า “ขอบคุณนะที่ยังมีชีวิตอยู่ แม่รักลูก”
วินาทีถัดมา ความเหนื่อยล้าก็ฉุดซูหลานเข้าสู่ห้วงนิทรา ไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหน เธอถึงได้สะลึมสะลือตื่นเพราะเสียงร้องของลูก แทบจะลืมตาขึ้นในพริบตา แม้สมองยังไม่ทันประมวลผล แต่ใจกลับตื่นตระหนกไปก่อนแล้ว
“ลูกจ๋า!”
ทันทีที่เธอส่งเสียง ทารกน้อยก็หยุดร้อง มองเธอตาแป๋ว ปากขยับอ้า ๆ หุบ ๆ เหมือนปลาตัวเล็ก
ราวกับมีโทรจิต ซูหลานก็รู้ทันทีว่าเขาหิว
แววตาเธออ่อนโยนลง พลางถอนหายใจโล่งอก “แม่ลืมไปเลย ลูกยังไม่ได้กินนี่นา”
เธอลุกขึ้นนั่ง ท้องตัวเองก็ร้องจ๊อก ๆ ขึ้นมาพอดี จึงอุ้มทารกไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ให้เขากินมื้อแรกในชีวิต ส่วนอีกมือก็เทน้ำร้อนจากกระติกเก็บความร้อนออกมาแช่ข้าวโอ๊ตที่ปกติเธอเสียดายจนไม่ยอมกิน
