บ่ายวันนั้น ฟางเฉียงกลับมาจากป่าไม้เก่า พอเดินมาถึงหน้าประตูรั้วบ้านตัวเอง ก็เห็นคนคนหนึ่งนั่งอยู่บนม้านั่งเตี้ยในลานบ้าน
ผู้หญิงวัยห้าสิบกว่า
เธอสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ทั้งตัว ผมรวบเป็นมวยด้วยผ้าสีดำเส้นหนึ่ง ริ้วรอยบนใบหน้าทั้งมากและลึก ริมฝีปากเม้มแน่น เผยให้เห็นความเข้มงวดดุดัน
ฟางเฉียงใจหายวาบ รีบร้องเรียก “แม่!”
หม่าจวี แม่ของโจวลี่ เงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง สายตากวาดมองตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเบ้ปากลงแล้วตอบเพียง “อืม”
โจวลี่นั่งอยู่ตรงธรณีประตู ใบหน้าซีดเซียว มือทั้งสองข้างกำชายเสื้อแล้วขยำไปมา
“แม่มาทำไมเหรอ”
ฟางเฉียงตั้งจอบพิงกำแพง พยายามปรับน้ำเสียงให้ฟังดูเป็นปกติที่สุด
“ทำไมฉันจะมาไม่ได้”
หม่าจวีขึ้นเสียงแหบแห้งและแหลมสูงอย่างโมโห “ฉันมาหาลูกสาวตัวเอง ยังต้องขออนุญาตลูกเขยอย่างแกด้วยหรือไง”
ฟางเฉียงถึงกับพูดไม่ออก เขาเดินไปนั่งยอง ๆ อยู่ข้างหนึ่ง ล้วงบุหรี่ครึ่งมวนออกจากกระเป๋ามาจุดสูบ แล้วก็เงียบไป
หม่าจวีไม่สนใจเขา จับมือโจวลี่แล้วถอนหายใจ “ลี่เอ๊ย แม่อุตส่าห์เดินทางไกลมาถึงนี่ ในใจก็อดเป็นห่วงลูกไม่ได้จริง ๆ”
“ดูร่างกายลูกสิ ผอมเหมือนก้านปออยู่แล้ว”
พูดพลางใช้มือหนึ่งจับข้อมือผอมบางของโจวลี่ ส่วนอีกมือก็ตบหลังเธอเบา ๆ
โจวลี่ไม่พูดอะไร เอาแต่ก้มหน้ามองพื้น
“ลี่เอ๊ย แม่ได้ยินมาว่าฟางเวยในหมู่บ้านพวกแก เป็นน้องชายของผัวแก ช่วงนี้ร่ำรวยขึ้นมาเลยนะ”
หม่าจวีเพิ่งแสดงความสงสารลูกสาวไปได้สองคำ ก็เปลี่ยนเรื่องไปพูดถึงคนอื่นทันที
