“ของพวกนี้เหรอ แน่นอนว่าเอาไว้เพิ่มความยากไงล่ะ”
หลี่ชิวไม่เปิดโอกาสให้เย่โจวหงปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย
เธอสวมหมวกเบเรต์สีขาวให้เขา แล้วช่วยใส่แว่นกรอบกลมสีเงิน ปรับให้เข้าที่พอดี
“พวกเธอบอกว่าปกติวาดรูปปูนปลาสเตอร์จนเบื่อจะแย่แล้ว วันนี้ได้เปลี่ยนมาวาดคนจริง ๆ ทั้งที ก็ต้องเพิ่มลูกเล่นกันหน่อยสิ”
“ครูครับ ดอกกุหลาบ…ไม่ต้องก็ได้ใช่ไหมครับ”
เย่โจวหงเพิ่งพูดจบ ครูก็พันผ้าพันคอรอบคอเขาเรียบร้อย
“นายแบบไม่ต้องออกความเห็น”
ไม่รู้ว่าใครพูดขึ้นมาจากข้างล่าง ทำให้เกิดเสียงหัวเราะเบา ๆ ตามมาอีกระลอก
แน่นอนว่าในท้ายที่สุด เย่โจวหงก็หนีดอกกุหลาบพลาสติกพวกนั้นไม่พ้น…
หลี่ชิวหยิบออกมาสองดอก ปักไว้ที่ขอบหมวกหนึ่งดอก และที่อกเสื้อชุดนักเรียนอีกหนึ่งดอก
“วัยอย่างพวกเธอตอนนี้ ต่อให้คลุมกระสอบป่านก็ยังวาดออกมาให้มีความรู้สึกแบบวัยรุ่นได้ วางใจเถอะ ครูรู้ว่าอะไรพอดี”
หลี่ชิวพยักหน้าอย่างพอใจ
“ดีมาก นายแบบเย่ คงท่านี้ไว้”
ฟังแล้วกลับยิ่งทำให้รู้สึกไม่วางใจ…
เสียงหัวเราะในห้องเรียนที่เพิ่งสงบลงไปดังขึ้นมาอีกครั้ง
เย่โจวหงทำได้เพียงมองออกไปนอกหน้าต่าง ตัดสินใจทำตัวเป็นรูปปั้นปูนปลาสเตอร์ไร้ความรู้สึก
ต้นไม้เขียวนอกอาคารรวมถูกลมพัดจนใบไม้ส่งเสียง “ซ่า ๆ”
ทางสนามบาสเกตบอลมีเสียงนกหวีด “ปี๊ด ๆ” ของครูพละดังมาเป็นระยะ
ส่วนในห้องวาดรูป ก็มีเสียงหัวเราะคิกคักดังต่อเนื่องเป็นระลอก…
เพื่อน ๆ ที่อยู่ข้างล่างต่างพากันก้มหน้า
หลุยเหยียนพยายามรักษามาดหัวหน้าห้องไว้ ก้มหน้ากัดริมฝีปาก
ส่วนโจวเสวียนเทียนยกกระดานวาดรูปขึ้นบังหน้าไปเสียเลย ไหล่สั่นไม่หยุด
“เอาล่ะ ๆ ทุกคนรีบฝึกกันเถอะ อย่าหัวเราะกันแล้ว”
หลี่ชิวเดินไปมาในห้อง บางครั้งก็แวะหยุดข้างกระดานวาดรูปของใครสักคน
ไม่นานห้องวาดรูปก็เงียบลง เหลือเพียงเสียงปลายดินสอเสียดสีกับกระดาษดัง “ซ่า ๆ”
เย่โจวหงเพิ่งค้นพบเป็นครั้งแรกว่า แค่นั่งเฉย ๆ ก็เหนื่อยได้ขนาดนี้!
เขานั่งได้ไม่ถึงสองนาที ก็รู้สึกว่าร่างกายแข็งทื่อไปหมด
ปกตินั่งเรียนอยู่ที่โต๊ะ ทำไมไม่เคยรู้สึกเลยว่าหนึ่งคาบยาวขนาดนี้?
ที่ทรมานยิ่งกว่าคือ เขามองไม่เห็นว่าคนอื่นวาดกันยังไง!
