ร้านบะหมี่เล็กกว่าที่เย่โจวหงคิดไว้เสียอีก
มีโต๊ะพับสี่ตัว เก้าอี้พลาสติกแปดตัว บนผนังแขวนกระดานไวต์บอร์ดที่เขียนชื่อเมนูไว้เต็มไปหมด ตัวอักษรพร่ามัวเล็กน้อยเพราะถูกควันจากการปรุงอาหารรม
พัดลมเก่าบนเพดานหมุนครืด ๆ พัดกลิ่นหอมเข้มข้นของน้ำซุปเนื้อให้กระจายไปทั่วร้าน
เจ้าของร้านเป็นคุณป้าวัยสี่สิบกว่า สวมผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้ กำลังยุ่งอยู่หลังเตา
“นักเรียนสองคน อยากกินอะไรดีจ๊ะ”
โจวจื้อยวีจ้องกระดานไวต์บอร์ดที่มีคราบจับอยู่สองสามวินาที ก่อนจะตัดสินใจได้
“หนูเอาบะหมี่เนื้อตุ๋นหนึ่งชามค่ะ ขอบคุณค่ะ”
“ป้าคะ งั้นพวกเราขอบะหมี่เนื้อตุ๋นสองชาม เพิ่มไข่ดาวทั้งสองชามนะครับ”
เย่โจวหงขึ้นเสียงเล็กน้อย เอ่ยเสริมกับเจ้าของร้าน
“ได้เลย ทั้งหมด 34 หยวนจ้ะ”
เย่โจวหงมือไวตาไว รีบสแกนคิวอาร์โค้ดบนผนังก่อน
โจวจื้อยวีเห็นเข้าก็พองแก้ม มองค้อนเขาอย่างไม่พอใจเล็กน้อย
ทั้งคู่เลือกนั่งตรงมุมในสุดชิดผนัง
เย่โจวหงกำลังจะทำตัวเป็นสุภาพบุรุษสักครั้ง หยิบทิชชู่ออกมาจะเช็ดเก้าอี้ให้เธอ
แต่โจวจื้อยวีกลับหยิบทิชชู่ออกมาสองสามแผ่นอย่างคล่องแคล่ว เช็ดโต๊ะกับเก้าอี้พลาสติกจนสะอาดเอี่ยม
เขานั่งลงอย่างเหม่อลอย แล้วนั่งเหม่อเงียบ ๆ ไปกับเธออยู่พักหนึ่ง
จากหลังครัวมีเสียงตะหลิวกระทบกระทะ หม้อน้ำซุปเดือดปุด ๆ ปล่อยไอร้อนออกมา
“นายรู้เรื่องการสอบเข้าห้องเร่งรัดเข้ามหาวิทยาลัยของเทอมหน้าไหม”
โจวจื้อยวีจู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้นมา ราวกับแค่พูดถึงขึ้นมาลอย ๆ
