“ฤดูร้อนปีนั้นฉันอายุสิบเจ็ดปี แต่ในโลกภายในใจของฉัน เวลาแทบจะหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น เข็มนาฬิกายังคงเดินหน้าไปตามปกติ จารึกเวลาไว้ไม่หยุด แต่สำหรับฉันแล้ว เวลาที่แท้จริงของฉันถูกฝังไว้กับผนังหัวใจในฤดูร้อนปีนั้น และไม่เคยเดินหน้าต่อไปอีกเลย”
“ตอนอายุสิบเจ็ด ฉันเข้าใจเป็นครั้งแรกว่า เรื่องสำคัญในชีวิตส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เราไม่เคยคาดคิด เช่น การจากไปโดยไม่บอกกล่าวของเธอ สิ่งที่เธอทิ้งไว้ให้ฉันมีเพียงถ้อยคำราวปริศนา กับความรักที่จบลงอย่างกะทันหัน เธอบอกว่าเธอเป็นเพียงเงา ตัวจริงของเธออยู่ในเมืองเล็กแห่งหนึ่ง นอกเมืองมีกำแพงที่มีชีวิตล้อมรอบ มันแข็งแกร่งจนทำลายไม่ได้ ทั้งยังแปรเปลี่ยนจนยากจะคาดเดา ฉันรู้เพียงว่าต้องไปให้ถึงเมืองเล็กที่มีกำแพงสูงล้อมรอบแห่งนั้น ฉันต้องได้พบเธออีกครั้ง ต่อให้สิ่งที่รอฉันอยู่ในเมืองมีแต่ความไม่แน่นอนก็ตาม”
ตัวเอกในหนังสือยึดติดกับรักแรกอยู่นานกว่าครึ่งชีวิต ก่อนจะตระหนักได้ว่าหญิงสาวในยูโทเปียแห่งเมืองเล็กเป็นเพียงภาพลวงตา และเลือกกลับคืนสู่โลกแห่งความจริงในที่สุด
เย่โจวหงรู้สึกแสบจมูกขึ้นมาอย่างฉับพลัน สายตาพร่ามัวลงภายใต้แสงไฟอันอบอุ่น
“แปะ”
เสียงเบา ๆ ดังขึ้นข้างกาย โจวจื้อยวีปิดหนังสือลง
“ฉันอ่านจบแล้ว”
เธอเอียงหน้ามานิดหนึ่ง สายตาหยุดอยู่บนปกหนังสือในมือของเย่โจวหง
เล่มนี้ฉันยังไม่เคยอ่านเลย อืม… คราวหน้ามาก็อ่านเล่มนี้แล้วกัน!
สายตาของเธอไล่จากหนังสือขึ้นมาอย่างว่องไว ก่อนจะสังเกตเห็นขอบตาแดงเรื่อของเด็กหนุ่ม
เย่โจวหงหลุดจากห้วงอารมณ์โศกเศร้ากับการสูญเสียรักแรกอย่างฉับพลัน
เมื่อสบเข้ากับแววตาห่วงใยของโจวจื้อยวี เขาก็รีบเบือนหน้าหนีอย่างกระอักกระอ่วน แล้วกะพริบตาแรง ๆ
โจวจื้อยวีเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ ยังเหลือเวลาอีกกว่าหนึ่งชั่วโมงก่อนเที่ยงครึ่ง
“ไปเดินเล่นกันไหม”
“หืม?”
“ไปเดินเล่นกันเถอะ”
“ได้”
ฉันนี่เป็นได้แค่ตัวประกอบสินะ…
เย่โจวหงพยายามข่มใจไม่ให้ยกมือขึ้นกุมหน้าผาก
ทั้งสองวางหนังสือกลับเข้าที่ แล้วเดินเคียงกันออกจากร้านหนังสือ
