เมื่อได้ยินคำพูดของเล่อเหยา ฝีเท้าของโจวจื้อยวีก็ช้าลง
เธอนึกถึงเย่โจวหงตอนเพิ่งเปิดเทอมระดับ ม.ปลายหนึ่ง
ตอนนั้นทั้งที่คะแนนของเขาไม่เลว แต่กลับชอบหลบอยู่หลังฝูงชน
เวลามีคนถามอะไร เขาจะยิ้มกลบเกลื่อนก่อน หากเลี่ยงการแสดงความเห็นได้ก็จะไม่แสดง
ระหว่างทางเจอคนรู้จัก แค่จะทักทายสักคำ เขายังต้องเกาท้ายทอยอยู่นาน
หลังจากสนิทกันมากขึ้น เธอถึงได้รู้ว่าเขาแค่เคยชินกับการซ่อนตัวเอง
ต่อมาเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
ตอนเธอไร้ที่พึ่ง เขาก็ยอมแบกรับแรงกดดันจากพ่อแม่ของเธอ เพื่อช่วยให้เธอได้อยู่ต่อ
เพื่อเป้าหมายในการเข้าห้องเร่งรัดเข้ามหาวิทยาลัย เขาก็ค่อย ๆ ไล่ตามขึ้นมาทีละข้อ ทีละข้อ...
“อืม”
สายลมยามค่ำพัดผ่าน โจวจื้อยวีรวบเส้นผมที่ปลิววุ่นอย่างแผ่วเบา
“เขาพยายามมากกว่าที่เห็นเยอะเลย”
เล่อเหยาหันหน้ามามองเธอ
“เอ๊ะ ฉันจำได้ว่าเทอมก่อนเธอยังบ่นว่าเขาเป็นแค่ ‘คนโง่’ อยู่เลยนี่”
โจวจื้อยวีเม้มริมฝีปาก
ตอนเด็ก ๆ เย่โจวหงโง่จริง ๆ
ตอนอยากปลอบเธอ เขากลับพูดคำเพราะ ๆ ไม่เป็น อ้ำอึ้งอยู่นานก็พูดได้แค่ “ไม่เป็นไรนะ”
ตอนอยากเก็บของอร่อยไว้ให้เธอ สุดท้ายก็ต้องแกล้งทำเป็นว่าตัวเองกินไม่ไหว
พอโดนเด็กโตกว่ารังแก เขาก็ยังยืนขวางหน้าเธอ ทำเป็นวางท่าเก่งกล้า
สรุปก็คือ บางครั้งเขาดูทึ่ม ๆ อยู่เหมือนกัน
“เมื่อก่อน... เขาโง่จริง ๆ นั่นแหละ”
เธอตอบเสียงเบา
“เดี๋ยวก่อน ‘เมื่อก่อน’ เหรอ พวกเธอไม่ได้เพิ่งรู้จักกันตอนมัธยมหรือไง”
เล่อเหยาจับประเด็นได้ทันที
หลังจากถูกเธอซักเป็นชุดราวกับปืนกล แถมยังโดนอ้อนวอนอยู่พักใหญ่ด้วยคำสาบานว่า “จะไม่เอาไปบอกใครเด็ดขาด” โจวจื้อยวีถึงยอมรับเสียงเบา
