“เมื่อกี้ผมไปพบประธานจ้าวมา ประธานจ้าวบอกว่าต้องปรับรายละเอียดในสัญญาบางอย่าง ให้ผมกลับมารอฟังข่าวจากเขา...”
ซูเหวินเฉาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกัดฟันพูดว่า “ประธานหลี่กับประธานหวังก็คิดแบบเดียวกันครับ”
“ปรับงั้นหรือ?”
ใบหน้าของซูเจี้ยนกั๋วมืดครึ้ม เขาร้องในใจว่าแย่แล้ว
“จิ้งจอกเฒ่า!”
แต่ซูปิ่งเทียนกลับไม่ได้คิดอะไรมาก เขาโบกมืออย่างไม่ยี่หระแล้วกล่าวว่า “งานช่วงแรกมู่ชิวเป็นคนจัดการมาตลอด จู่ ๆ เปลี่ยนเป็นเหวินเฉา พวกเขาก็คงอยากฉวยโอกาสเรียกผลประโยชน์เพิ่ม ไม่เป็นไรหรอก”
“น่าจะเป็นอย่างนั้นครับ...”
ซูเหวินเฉายกมือขึ้นแอบเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก
ซูเจี้ยนกั๋วเห็นท่าทางเล็ก ๆ น้อย ๆ ของซูเหวินเฉา เปลือกตาก็กระตุกไม่หยุด สัญชาตญาณบอกเขาว่าต้องเกิดเรื่องแน่ แต่ต่อหน้าซูปิ่งเทียน เขาไม่กล้าซักถามให้ละเอียด จึงได้แต่กัดฟันทนไว้
จนกระทั่งซูปิ่งเทียนจากไป เขาจึงเอ่ยเสียงเย็นว่า “พูดมา ตกลงเกิดอะไรขึ้น?”
ตุบ!
คราวนี้เป็นซูเหวินเฉาที่คุกเข่าลงต่อหน้าซูเจี้ยนกั๋ว
“พ่อ ผม... ผมโดนซ้อมมา!”
ซูเหวินเฉาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้พลางกล่าวว่า “ผมเพิ่งไปถึงบริษัทตระกูลจ้าว จ้าวหย่งหรงคนนั้นก็ซ้อมผมยกใหญ่โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง บอกว่าผมไม่มีสิทธิ์เซ็นสัญญากับเขา ต่อให้คุณปู่ไปด้วยตัวเองก็ยังไม่ได้”
“ถ้าอยากร่วมมือกัน ก็ต้องให้ซูมู่ชิวไปเท่านั้น!”
ยิ่งพูด สีหน้าหม่นหมองของซูเหวินเฉาก็ยิ่งแปรเปลี่ยนเป็นโกรธแค้น เขากัดฟันกล่าวว่า “ทางประธานหลี่กับประธานหวังก็เหมือนกัน ถึงจะไม่ได้ลงมือซ้อมผม แต่ก็ระบุชัดว่าต้องให้ซูมู่ชิวไป ถึงจะยอมเซ็นสัญญา”
