ผืนทะเลยามค่ำคืนมืดดำสนิท ตอนนี้จู้หร่วนหลานไม่กล้าหยิบไฟฉายออกมาใช้ด้วยซ้ำ เธอกลัวว่าแสงไฟจะดึงดูดสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ชอบแสงเข้ามา จึงได้แต่อาศัยความมืดมองดูทิวทัศน์รอบตัว
ทุกสิ่งรอบกายพร่าเลือนจนมองไม่เห็น ความมืดมิดและความหวาดกลัวแผ่ซ่านราวกับจะฉุดผู้คนให้จมดิ่งลงไป
ตอนนี้จู้หร่วนหลานไม่กล้าแม้แต่จะเพ่งมองผิวน้ำทะเล กลัวว่าจะมีอะไรบางอย่างพุ่งออกมาจากความมืดมิดนั้นกะทันหัน
สิ่งเดียวที่เธอพอจะใช้ได้ในตอนนี้ก็คือกะละมังพลาสติกสีแดงใบเล็ก ๆ ซึ่งแทบจะทนรับแรงกระเพื่อมเพียงนิดเดียวไม่ไหว
จู้หร่วนหลานทำได้เพียงภาวนาในใจ ในเมื่อสวรรค์ส่งเธอทะลุมิติมายังโลกใบนี้แล้ว ก็ขอให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี อย่าปล่อยให้มหาสมุทรอันน่าสะพรึงกลืนกินเธอไปเลย
จู้หร่วนหลานไม่กล้าผ่อนคลาย เธอใช้ไม้พายที่ทำขึ้นเองพายกะละมังพลาสติกไม่หยุด พยายามบังคับให้มันแล่นไปบนผิวน้ำตามทิศทางที่ถูกต้อง
แต่ความมุ่งมั่นของเธอไม่อาจเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนไหวของมหาสมุทรได้ ลมดูเหมือนจะแรงขึ้นเล็กน้อย
เธอรู้สึกได้ว่าขนอ่อนบนใบหน้าถูกลมทะเลพัดจนไหว ขณะเดียวกันผิวหน้าก็รู้สึกคันยุบยิบ
กลิ่นคาวเค็มของทะเลอบอวลอยู่ตรงปลายจมูก เสื้อผ้าบนร่างก็ชื้นไปด้วยละอองลมทะเล เมื่อลมพัดผ่านจึงให้ความรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาเล็กน้อย
จู้หร่วนหลานได้แต่หยิบผ้าห่มผืนหนึ่งออกมาจากมิติแล้วคลุมไหล่ พยายามต้านลมหนาว กะละมังพลาสติกใบเล็กสีแดงที่รองอยู่ใต้ตัวเธอถูกลมพัดจนโคลงเคลง ราวกับจอกแหนไร้รากบนผิวน้ำในแม่น้ำ ลอยขึ้นลงไปตามคลื่นไม่หยุด
