“ผู้อาวุโส ผู้น้อยหลินจิ้น!” หลินจิ้นประสานมือคำนับตอบ แผ่นหลังตั้งตรง มือที่กำกระบี่มั่นคงดุจขุนเขา
ไคหยวนพยักหน้า ปลายนิ้วลูบไล้สันกระบี่ไม้ไผ่เบา ๆ ก่อนถามขึ้นกะทันหันว่า “กระบี่เมื่อครู่ เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”
หากศิษย์สำนักเสวียนเทียนอยู่ที่นี่ คงได้ตกตะลึงจนกรามค้างเป็นแน่ ใครเล่าจะไม่รู้ว่าอาจารย์ไคหยวนคลั่งไคล้ศาสตร์กระบี่มาทั้งชีวิต ทั้งยังมีนิสัยเย่อหยิ่งทะนงตน อย่าว่าแต่เอ่ยถามผู้ติดตามกระบี่ตัวเล็ก ๆ เลย ต่อให้เป็นผู้อาวุโสขั้นแก่นทองในสำนัก เขาก็แทบไม่เคยลดท่าทีลงมาสนทนาเรื่องกระบวนท่ากระบี่อย่างอดทนเช่นนี้
เมื่อได้ยินคำถาม หลินจิ้นมิได้ตอบในทันที เพียงขมวดคิ้วครุ่นคิด กระบี่เมื่อครู่เป็นเพียงการหยั่งเชิงด้วยท่วงท่าที่อาจารย์ไคหยวนใช้โดยไม่ตั้งใจ อีกฝ่ายยังมิได้แสดง “แยกเมฆ” ออกมาทั้งหมด เขามองเห็นจุดบกพร่องของกระบวนท่าเปิดได้ ทว่ากลับยังตัดสินข้อดีข้อเสียที่แท้จริงของกระบวนท่ากระบี่นี้มิได้
ครู่หนึ่งเขาจึงเงยหน้า ประสานมือคำนับไคหยวนอย่างนอบน้อม “ผู้อาวุโส ผู้น้อยโง่เขลา เมื่อครู่เห็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนท่า ยังมิอาจเข้าใจแก่นแท้ ขอผู้อาวุโสโปรดแสดงกระบวนท่านี้ให้ครบถ้วนสักครั้งได้หรือไม่?”
หากเป็นผู้อื่นกล่าวเช่นนี้ เกรงว่าไคหยวนคงตำหนิว่าไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ทว่าเมื่อได้ฟัง เขากลับมิได้โกรธเคืองแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม แววชื่นชมวาบผ่านดวงตา เขาลูบเครารุงรังแล้วพยักหน้ารับ “ได้”
สิ้นเสียง ไคหยวนก็เดินช้า ๆ ไปยังกลางลานหินคราม ก่อนหยุดยืนนิ่งฉับพลัน
ชั่วพริบตาถัดมา กระบี่ไม้ไผ่ในมือเขาก็ขยับ
ไร้สัญญาณเตือนใด ๆ กระบี่ไม้ไผ่แทงฝ่าอากาศ ส่งเสียงหวีดแหลมคม ในตอนแรกกระบี่พุ่งไปอย่างเชื่องช้า ทว่าชั่วพริบตาพลังปราณกระบี่กลับทะยานขึ้นฉับพลัน กระบี่ไม้ไผ่ที่เดิมทีเรียบง่ายไร้สิ่งประดับ พลันแผ่กลิ่นอายเยียบเย็นดุจกองทัพม้าศึกออกมาเลือนราง
“แยกเมฆ!”
