อีกหลายวันต่อมา อากาศในเมืองฉางชาอุ่นขึ้นวันละนิด
หลังจากร่วมงานแต่งงานของเสิ่นเยี่ยนโจวแล้ว อิ้นซินเยว่ก็ต้องเดินทางกลับเป่ย์ผิง ช่วงหลายวันก่อนออกเดินทาง เธอแทบอยากผูกเสิ่นเยี่ยนโจวไว้กับเอวตัวเอง จะไปไหนก็พาไปด้วยทุกที่
“อีกไม่กี่วันอาโจวก็จะเป็นของจางเสี่ยวอี้แล้ว” อิ้นซินเยว่กอดแขนเสิ่นเยี่ยนโจวไว้ โยกไปมาอย่างออดอ้อน “ช่วงนี้ก็ต้องรบกวนผู้ช่วยเสี่ยวอี้หน่อยนะ ขอยืมคุณนายมาให้ฉันใช้ก่อน”
จางเสี่ยวอี้ยืนตัวตรงดุจทหารอยู่กลางลานจวนตระกูลจาง ได้ยินเช่นนั้นก็เพียงพยักหน้าเบา ๆ “คุณนายมีความสุขก็พอแล้ว”
นับแต่นั้น ทุกเช้าจางเสี่ยวอี้จะพาเสิ่นเยี่ยนโจวมาที่จวนตระกูลจาง ส่งตัวเธอให้อิ้นซินเยว่ จากนั้นก็เข้าไปในห้องทำงานเพื่อจัดการงานราชการร่วมกับจางฉีซานและจางเสี่ยวจิ้น พอตกเย็นจึงมารับเธอกลับ
เมื่ออิ้นซินเยว่อยู่กับเสิ่นเยี่ยนโจว ทั้งจวนก็พลอยคึกคักขึ้นอีกสามส่วน
ทั้งสองนั่งอาบแดด กินขนม และพูดคุยถึงเรื่องเก่า ๆ ในเป่ย์ผิงอยู่ในสวน พอเล่าถึงเรื่องขบขันก็หัวเราะกันจนตัวงอ เสียงหัวเราะลอยผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องทำงาน จนจางเสี่ยวจิ้นอดหันไปมองข้างนอกบ่อย ๆ ไม่ได้
“คุณหนูเสิ่นดูบอบบางน่าทะนุถนอม แต่พอหัวเราะแล้วเสียงดังเต็มพลังไม่เบาเลย” จางเสี่ยวจิ้นพลิกเอกสารพลางพึมพำ
จางเสี่ยวอี้ไม่ได้ตอบ สายตาจับอยู่บนโทรเลขในมือ ทว่าตัวอักษรสักตัวก็ไม่ซึมเข้าหัว
เสียงหัวเราะดังมาจากนอกหน้าต่างอีกระลอก เขาได้ยินเสิ่นเยี่ยนโจวพูดว่า “...คุณไม่เห็นหรอก เชฟฝรั่งเศสคนใหม่คนนั้นทำหอยทากตัวเล็กกว่าเล็บฉันเสียอีก ยกมาเต็มจานจนฉันยังไม่กล้าคีบเลย...”
แรกเริ่มเดิมที จางเสี่ยวจิ้นเป็นปฏิปักษ์กับเสิ่นเยี่ยนโจวอยู่ไม่น้อย
ในสายตาเขา การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลครั้งนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบก็เป็นแค่การฉวยโอกาสจากความเดือดร้อนของตระกูลเสิ่น สุดท้ายยังโยนให้เสี่ยวอี้เป็นคนรับเคราะห์อีก นิสัยของเสี่ยวอี้ก็เป็นแบบนั้น ไม่พูดอะไรสักคำ เอาแต่แบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว มองแล้วเขาก็โมโหแทน
เพราะอย่างนั้น ในช่วงสองวันแรก ท่าทีที่จางเสี่ยวจิ้นมีต่อเสิ่นเยี่ยนโจวจึงเรียกว่าดีไม่ได้ ถึงขั้นเย็นชาเสียด้วยซ้ำ
“คุณเคยอยู่โตเกียวหรือ?” บ่ายวันนั้น หลังจัดการเอกสารกองหนึ่งเสร็จ จางเสี่ยวจิ้นออกมาตักน้ำ เห็นอิ้นซินเยว่กับเสิ่นเยี่ยนโจวนั่งแกะเมล็ดฟักทองอยู่ใต้ระเบียง จึงเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่คิดอะไร
“เคยอยู่สองปี” เสิ่นเยี่ยนโจวยื่นเมล็ดฟักทองกำหนึ่งให้เขา
“ผมก็เคยอยู่โตเกียวสองปีเหมือนกัน” จางเสี่ยวจิ้นนั่งลงตรงข้ามเธอ “เรียนที่โรงเรียนนายทหารบก”
“จริงหรือ?” ดวงตาเสิ่นเยี่ยนโจวเป็นประกาย “ฉันเรียนที่มหาวิทยาลัยสตรีโตเกียว แต่ก็สนใจเรื่องการทหารมากเหมือนกัน แอบไปฟังการบรรยายสาธารณะของโรงเรียนนายทหารบกอยู่บ่อย ๆ”
“คุณเป็นผู้หญิง ยังไปฟังบรรยายที่โรงเรียนนายทหารบกด้วยหรือ?” จางเสี่ยวจิ้นแปลกใจอยู่ไม่น้อย
“เป็นผู้หญิงแล้วทำไมหรือ?” เสิ่นเยี่ยนโจวเลิกคิ้ว “ฉันยังเคยได้รางวัลจากชมรมยิงปืนที่โตเกียวด้วยนะ ยิงปืนพกเร็ว ได้ที่หนึ่งในประเภทหญิงเดี่ยว”
จางเสี่ยวจิ้นถึงกับอึ้ง
เขากวาดตามองเสิ่นเยี่ยนโจวตั้งแต่หัวจรดเท้า หญิงสาวตรงหน้าดูบอบบางน่ารักอย่างไร้พิษภัย ไม่เห็นจะเข้ากับคำว่า “ยิงปืน” หรือ “ยิงปืนพกเร็ว” เลยสักนิด
“ไม่เชื่อหรือ?” เสิ่นเยี่ยนโจวมองออกว่าเขากำลังสงสัย มุมปากยกโค้งขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ “วันหลังถ้าว่าง เราไปประลองกันที่สนามยิงปืนไหม?”
“ประลองก็ประลองสิ” ความอยากเอาชนะของจางเสี่ยวจิ้นถูกจุดขึ้นมา “ใครกลัวใครกัน”
ภายในห้องทำงาน จางฉีซานอ่านโทรเลขงานทหารฉบับหนึ่งเสร็จ เงยหน้าขึ้นก็เห็นภาพคนที่กำลังพูดคุยกันอยู่ใต้ระเบียง ก่อนจะเหลือบมองจางเสี่ยวอี้ที่นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“มองพอหรือยัง?”
จางเสี่ยวอี้ดึงสายตาที่ทอดออกไปไกลกลับมา ก้มลงมองโทรเลขในมืออีกครั้ง ทว่าใจก็ยังว้าวุ่น ตัวอักษรบนหน้ากระดาษผ่านเข้าตาแต่ไม่ผ่านเข้าหัว
ตอนจางเสี่ยวอี้ออกจากห้องทำงาน ภาพที่เห็นก็คือฉากนี้
ทั้งสามคนกำลังคุยกันอย่างออกรส
“...ชั้นบนสุดของห้างสรรพสินค้าแห่งนั้นมีร้านอาหารตะวันตกอยู่ร้านหนึ่ง” น้ำเสียงเสิ่นเยี่ยนโจวเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น “สเต๊กของร้านนั้นอร่อยมาก ซอสเป็นสูตรลับ ทุกครั้งที่ไปฉันต้องสั่งสองที่เลย”
“ร้านนั้นผมรู้จัก!” จางเสี่ยวจิ้นรับคำ “ผมก็เคยไป แต่ผมว่าหอยทากของร้านเขาอร่อยกว่า”
“หอยทากหรือ?” อิ้นซินเยว่ย่นจมูก “ของแบบนั้นกินได้ด้วยหรือ เหนียวเมือกจะตาย”
“คุณนายไม่เข้าใจหรอกครับ” จางเสี่ยวจิ้นพูดอย่างภาคภูมิใจ “หอยทากอบแบบฝรั่งเศสน่ะ อร่อยสดใหม่อย่าบอกใคร”
จางเสี่ยวอี้ยืนอยู่ไม่ไกล มองเสิ่นเยี่ยนโจวที่ยิ้มสดใส มองท่าทางที่เธอคุยกับจางเสี่ยวจิ้นอย่างถูกคอ ความรู้สึกประหลาดในใจพลันผุดขึ้นมาอีกครั้ง
เขาก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วเอ่ยขึ้น “คุณหนูเสิ่น”
ทั้งสามคนหันมามองเขาพร้อมกัน
ดวงตาของเสิ่นเยี่ยนโจวเป็นประกาย “ผู้ช่วยเสี่ยวอี้ จัดการงานเสร็จแล้วหรือ?”
สายตาจางเสี่ยวอี้หยุดอยู่บนใบหน้าเธอครู่หนึ่ง น้ำเสียงราบเรียบ “กลับบ้านกัน”
ทั้งสามคนต่างมองเขา
บรรยากาศเงียบลงชั่วขณะ
“อ้อ ได้” เสิ่นเยี่ยนโจวได้สติ ลุกขึ้นยืนแล้วปัดรอยยับบนกระโปรง ก่อนโบกมือให้อิ้นซินเยว่ “ซินเยว่ ฉันกลับก่อนนะ พรุ่งนี้ค่อยมาหาใหม่”
“ไปเถอะ ไปเถอะ” อิ้นซินเยว่โบกมือ จากนั้นก็โน้มไปกระซิบข้างหูเธอ เสิ่นเยี่ยนโจวหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย ก่อนยิ้มแล้วตบเธอเบา ๆ
จางเสี่ยวอี้มองภาพนั้นโดยไม่พูดอะไร แล้วหันหลังเดินออกไป
เสิ่นเยี่ยนโจวเดินตามเขาไป ฝีเท้าร่าเริง
ระหว่างทางกลับ เสิ่นเยี่ยนโจวเดินอยู่ข้างกายจางเสี่ยวอี้ แล้วหันมามองเขาหลายครั้ง
เขามองตรงไปข้างหน้า แนวกรามขบเกร็ง ฝีเท้าเร็วกว่าปกติอยู่ครึ่งจังหวะ ทั่วทั้งตัวเขียนคำว่า “อย่ามาคุยกับผม” ไว้ชัดเจน
พอเดินมาถึงปากตรอก เธอก็เอ่ยขึ้นกะทันหัน “ผู้ช่วยเสี่ยวอี้”
“...อืม” เขาขานรับ แต่ฝีเท้ายังคงไม่ช้าลง
“เมื่อกี้คุณไม่พอใจหรือเปล่า?”
ฝีเท้าจางเสี่ยวอี้ชะงักเล็กน้อย “เปล่า”
“อ้อ” เสิ่นเยี่ยนโจวลากเสียงยาว “งั้นฉันคงตาฝาดไปเอง”
ไม่นาน จางเสี่ยวอี้ก็เอ่ยประโยคที่ทำให้เสิ่นเยี่ยนโจวไม่เข้าใจขึ้นมา “จางเสี่ยวจิ้นไม่ได้”
เสิ่นเยี่ยนโจวชะงัก ไม่คิดว่าเขาจะพูดประโยคที่ไร้ที่มาที่ไปเช่นนี้ออกมากะทันหัน
——
คืนนั้น เมืองฉางชามีฝนโปรยลงมา
สายฝนละเอียดถี่พรำกระทบพื้นหินเขียว เกิดเสียงซู่ซ่า โคมไฟริมถนนในตรอกส่องแสงสีเหลืองสลัวเป็นวงผ่านม่านฝน
ชายสวมเสื้อคลุมยาวสีเทาคนหนึ่งเดินออกมาจากโรงน้ำชาตรงหัวถนน กดปีกหมวกลงต่ำแล้วสาวเท้าเข้าไปในตรอกมืดข้าง ๆ
ลึกเข้าไปในตรอกมืด มีอีกคนยืนรออยู่ก่อนแล้ว เขาสวมเสื้อกันฝนสีดำ ใบหน้าซ่อนอยู่ใต้ฮู้ดจนมองไม่เห็นชัดเจน
“ของอยู่ไหน?” ชายเสื้อเทาถามเสียงเบา
คนคนนั้นล้วงซองจดหมายกระดาษคราฟต์ออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้เขา
ชายเสื้อเทารับมา ยัดใส่อกเสื้อแล้วหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ชายคนนั้นมองแผ่นหลังของเขาหายไปในม่านฝน จัดปกเสื้อให้เข้าที่ ก่อนหันหลังเดินกลับ
แสงเย็นวาบหนึ่งแหวกผ่านม่านฝน รวดเร็วราวสายฟ้า
ร่างของชายเสื้อเทาแข็งทื่อไป
เขาก้มหน้าลง เห็นเส้นสีแดงบาง ๆ ปรากฏอยู่บนลำคอ เลือดพุ่งกระฉูด กระเซ็นเป็นดอกไม้สีแดงคล้ำท่ามกลางสายฝน
เขาอยากตะโกน แต่กลับเปล่งเสียงไม่ออก ลำคอถูกเชือดหลอดลมกับหลอดอาหารถูกตัดขาดไปพร้อมกัน ทำได้เพียงส่งเสียงหอบแหบพร่าราวกับลมรั่ว
ร่างของเขาอ่อนยวบล้มลง กระแทกพื้นหินเขียวที่มีน้ำขังจนกระเซ็นเป็นวง
ฝนยังคงตกชะล้างรอยเลือดบนพื้น เจือจางสีแดงคล้ำลงเรื่อย ๆ ก่อนจะไหลลงสู่ท่อระบายน้ำในที่สุด
จากเงามืด มีคนคนหนึ่งค่อย ๆ เดินออกมา
เธอสวมเสื้อโค้ตสีดำ สวมหมวกปีกกว้างสีดำที่กดต่ำจนบังใบหน้าไปกว่าครึ่งมือ สวมถุงมือลูกไม้ประณีตและถือกระเป๋าหนังสีดำใบเล็ก ในคืนฝนตกเช่นนี้ เธอดูแปลกแยกจากบรรยากาศรอบข้างอย่างสิ้นเชิง
เธอเดินไปข้างศพชายเสื้อเทา แล้วนั่งยอง ๆ ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อของเขา หยิบซองจดหมายกระดาษคราฟต์ที่ยังอุ่นจากไอร้อนของร่างกายออกมา
เธอเปิดซอง ดึงกระดาษข้างในออกมา แล้วอาศัยแสงสีเหลืองสลัวจากโคมไฟที่อยู่ไกลออกไปกวาดตามองอย่างรวดเร็ว
บนกระดาษเต็มไปด้วยตัวอักษรแน่นขนัด อีกทั้งยังมีแผนที่วาดด้วยมือหนึ่งแผ่น
“จางฉีซานสมคบคิดกับญี่ปุ่น?”
