เจียงรั่วเสวี่ยสูดหายใจเข้าลึก ๆ กดความคิดคาดเดาสับสนวุ่นวายในหัวลง แล้วบังคับตัวเองให้กลับเข้าสู่ขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
เธอยืดตัวตรงอีกครั้ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความสงบไว้ให้มากที่สุด น้ำเสียงกลับมามีความสง่างามและรู้จักวางตัวอย่างที่ตำรวจพึงมี “เกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ สถานีของเราได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ออกติดตามจับกุมแล้ว”
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง เสียงลดต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่มีความมั่นใจ “แต่ในขณะเดียวกัน ครอบครัวของผู้เสียหายก็สามารถเจรจากับฝ่ายผู้ต้องสงสัยในส่วนของค่าสินไหมทางแพ่งได้
หากทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ในเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายและยอมความกัน ตามกฎหมายก็สามารถ...” เธอกัดฟัน ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่เหลือออกมา “นำมาใช้เป็นเหตุประกอบการกำหนดโทษ โดยพิจารณาในขั้นตอนดำเนินคดีอาญาได้”
สิ้นเสียงคำพูดของเธอ เสียงของหลงจ้านเทียนก็ฟาดลงมาเหมือนคมดาบ
“ถ้าพวกเราไม่ยอมล่ะ?”
คำถามนั้นทำให้เจียงรั่วเสวี่ยอึดอัดจนแน่นหน้าอก
เธอไม่มีคำตอบ เพราะตัวเธอเองก็ไม่อยากให้เรื่องจบลงแบบนี้ การทำร้ายร่างกายโดยเจตนาจนผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส ทั้งยังมีพฤติการณ์เลวร้ายและวิธีการโหดเหี้ยม คดีเช่นนี้ในใจเธอควรต้องลงโทษอย่างเข้มงวดและหนักหน่วง ไม่มีที่ให้ต่อรองแม้แต่น้อย
แต่ลุงของเธอ—รองผู้อำนวยการสำนักงานตำรวจนครบาล—โทรศัพท์มาหาเธอโดยเฉพาะก่อนเธอออกปฏิบัติหน้าที่ สายโทรศัพท์นั้นราวกับหนามที่ติดค้างอยู่ในลำคอ เธอรู้ว่าลุงไม่ใช่คนที่จะใช้อำนาจช่วยปกปิดความผิดส่วนตัว การที่เขาต้องโทรมากำชับด้วยตัวเอง ย่อมหมายความว่าคนที่ฝากฝังเรื่องนี้ต้องมีตำแหน่งไม่ต่ำและมีอิทธิพลไม่น้อย
