ภายในอาคารมีแสงสลัว อากาศอบอวลด้วยกลิ่นเปรี้ยวชื้นของไม้ผุพัง
จนถึงตอนนี้ เธอยังไม่เห็นผู้เล่นคนอื่นเลยสักคน
ขณะที่กำลังคิดเช่นนั้น อวิ๋นเฉินก็ได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังมาจากด้านหลัง
...คิดอะไรก็ได้อย่างนั้นจริง ๆ
เธอหันกลับไป เห็นชายคนหนึ่งดวงตาสีเหลือง ท่าทางดูสะบักสะบอม เดินออกมาจากหัวมุม
อวิ๋นเฉินแสร้งทำเป็นตกใจ ถอยหลังไปหนึ่งก้าว มือที่ถือก้อนหินลอบซ่อนไว้ด้านหลัง
ชายคนนั้นเห็นอวิ๋นเฉิน แววตาฉายความประหลาดใจวูบหนึ่ง
เขาอ้าปาก คล้ายอยากพูดอะไรบางอย่าง
“ตึง——”
เสียงระฆังทุ้มยาวดังก้องไปทั่วฟากฟ้า
ระฆังมรณะดังขึ้น
เริ่มรอบสดับฟัง
คำพูดที่จวนจะหลุดจากปากชายคนนั้นพลันถูกกลืนกลับลงคอ
ขณะนี้ ซากปรักหักพังทั้งบริเวณเงียบงันราวกับความตาย
ห้ามพูด ห้ามส่งเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น
ชายตาเหลืองมองอวิ๋นเฉินแวบหนึ่ง ก่อนก้าวไปข้างหน้าสั้น ๆ ปลายเท้าแตะพื้นแผ่วเบาราวขนนก ไม่เกิดเสียงแม้แต่นิดเดียว
อวิ๋นเฉินถอยหลังหนึ่งก้าว เว้นระยะห่างจากเขา
ชายคนนั้นเดินเข้ามาอีก อวิ๋นเฉินก็ถอยอีกครั้ง
หลังจากทำเช่นนั้นอยู่หลายรอบ ชายคนนั้นดูเหมือนจะเลิกคิดสื่อสารกับเธอ เขาเร่งฝีเท้า เดินผ่านเธอไปตรง ๆ
อวิ๋นเฉินมองตามแผ่นหลังของเขาอย่างครุ่นคิด
เธอสังเกตเห็นว่าแขนขวาของเขาแกว่งน้อยมาก แถมยังดูแข็งทื่อเล็กน้อย
บาดเจ็บสินะ
ดูท่าเขาน่าจะเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมการต่อสู้ก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้เกิดแสงไฟขึ้น
แต่ถึงจะบาดเจ็บ มือเก๋าระดับนี้ก็ไม่ใช่คนที่เธอในตอนนี้จะจัดการได้
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่มีเจตนาจะลงมือ เธอก็ไม่จำเป็นต้องหาเรื่องใส่ตัว
