“ที่นั่นก็สุ่มเปลี่ยนตำแหน่งทุกครั้ง พวกเราเคลื่อนไหวไม่ได้ จะไปรู้ได้อย่างไรว่าอยู่ตรงไหน”
อวิ๋นเฉินเข้าใจ
พวกมันก็เหมือนวิญญาณที่ถูกผูกติดกับผืนดิน ไม่อาจออกไปจากอาณาเขตของตนได้ ย่อมไม่รู้เรื่องราวภายนอกเลย
อวิ๋นเฉินกำลังจะลุกเดินจากไป จู่ ๆ ก็มีคนมานั่งลงบนม้านั่งอีกด้านอย่างไร้สุ้มเสียง
หัวใจของเธอจมวูบ—
เธอไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเลยแม้แต่น้อย
อวิ๋นเฉินระแวดระวัง ยกฮู้ดขึ้นแล้วหันไปมอง—เป็นกรรมการผมสีเงินคนหนึ่งที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
เป็นกรรมการก็ไม่แปลก พวกนี้ไม่ต่างอะไรกับผี เดินยังกับมีเครื่องเก็บเสียงติดตัว
กรรมการที่เธอเคยเจอก่อนหน้านี้ก็ล้วนโผล่มาอย่างลึกลับทั้งนั้น
กรรมการผมสีเงินหันมา มองเธอด้วยแววตาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ไม่ไปหาห่วง แต่มานั่งอู้อยู่ตรงนี้หรือ?”
น้ำเสียงนั้นฟังดูสนิทสนมราวกับรู้จักกันมานาน ทั้งที่อวิ๋นเฉินไม่เคยเจอเขามาก่อนด้วยซ้ำ
แต่อวิ๋นเฉินไม่ได้รู้สึกแปลกใจ
ก่อนหน้านี้ ในด่านเกมมนุษย์หมาป่า กรรมการที่ชื่ออ้าวเฉิงเคยพูดผ่าน ๆ ว่าเธอเริ่ม “มีชื่อเสียงอยู่บ้าง” ในหมู่กรรมการแล้ว กรรมการคนนี้รู้จักเธอก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
“พูดอะไรอย่างนั้นคะ นี่เรียกว่าพักครึ่งต่างหาก” อวิ๋นเฉินตอบหน้าตาเฉย พลางบีบนวดไหล่ของตัวเองอย่างมีแบบแผน
กรรมการเลิกคิ้ว “เกมเพิ่งเริ่มได้ไม่นาน เธอก็พักแล้วหรือ?”
“ช่วยไม่ได้นี่คะ” อวิ๋นเฉินทำหน้าเศร้า ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายเปราะบางราวกับพร้อมจะล้มลงได้ทุกเมื่อ “ฉันก็แค่สาวน้อยอ่อนแอ ห่วงกลมพวกนั้นแต่ละอันหนักเหลือเกิน ยกจนแขนแทบหักแล้ว ฉันลำบากมากจริง ๆ ค่ะ”
