เธอกวาดตามองไปรอบ ๆ อย่าว่าแต่บันไดเลย แม้แต่ตะกร้าสักใบที่พอจะใช้เหยียบก็ไม่มี มีแต่เศษอิฐกองอยู่บนพื้นไม่น้อย
“เอาเถอะ ดูท่าคงต้องใช้วิธีดั้งเดิมที่สุดแล้ว”
อวิ๋นเฉินเลือกอิฐก้อนหนึ่งจากพื้น หนักราว ๆ 1 กิโลกรัม ชั่งน้ำหนักในมือแล้วลองจับดูให้ถนัด
จากนั้นแววตาของเธอก็พลันคมกริบ เล็งไปยังจุดค้ำยันใต้ขอบของห่วงเงินบนหลังคา แล้วออกแรงเหวี่ยงแขนขว้างก้อนอิฐออกไปสุดแรง
“เคร้ง!”
อิฐพุ่งเข้าเป้ากระแทกห่วงโลหะจนเกิดเสียงดัง
ห่วงเงินหมุนคว้างอยู่บนหลังคาอย่างรุนแรงหลายรอบ ก่อนจะเสียสมดุล หมุนติ้วร่วงลงมาจากที่สูง กระแทกพื้นดังสนั่นทุ้มต่ำ ฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้นเป็นวงจนแสบจมูก
โชคดีที่อวิ๋นเฉินกะจุดตกไว้แล้ว เธอกระโดดถอยหลังไปไกลตั้งแต่ก่อนห่วงจะกระแทกพื้น ไม่อย่างนั้นคงได้กินฝุ่นเต็มปาก
ฟังจากเสียงทึบหนักตอนตกถึงพื้นแล้ว น้ำหนักคงไม่น้อยแน่
อวิ๋นเฉินเดินเข้าไป ก้มลงลองประคองมันให้ตั้งขึ้น
ทันทีที่นิ้วสัมผัสโลหะเย็นเฉียบ ความรู้สึกหนักอึ้งจนมือแทบทรุดก็แผ่เข้ามา
เธอออกแรงอยู่พักหนึ่ง กว่าจะยกห่วงเงินวงนี้ขึ้นจากพื้นได้ด้วยมือข้างเดียวอย่างทุลักทุเล
“โห หนักเอาเรื่องเลยแฮะ”
ห่วงเงินวงนี้อย่างน้อยก็หนัก 10 กิโลกรัม ถ้าเอาไปเหวี่ยงใส่หัวใครตรง ๆ คงส่งไปพบพระเจ้าได้คาที่
…เดี๋ยวก่อน ความคิดชักจะออกนอกเรื่องแล้ว ดึงกลับมาก่อน
ห่วงเงินยังหนักตั้ง 10 กิโลกรัม แล้วห่วงทองจะไม่หนักกว่านี้อีกหรือ?
