ทันทีที่ไฉหรูเริ่มสงสัยขึ้นมา อวิ๋นเฉินก็พยักหน้าอย่างพอใจ “ดี งั้นฉันเริ่มเล่าแล้วนะ”
พูดตามตรง เธอไม่ค่อยถนัดเล่าเรื่องตลก หมิ่นอิ่งซินต่างหากที่เก่งเรื่องนี้และชอบเล่าอยู่บ่อย ๆ
น่าเสียดายที่ตอนนี้หมิ่นอิ่งซินถูกบทบาทคุณย่าผู้เย็นชาเหนี่ยวรั้งไว้ พูดมากก็ไม่สะดวก เรื่องนี้เลยต้องให้อวิ๋นเฉินจัดการเอง
เธอนึกถึงเรื่องตลกฝืด ๆ เรื่องหนึ่งที่หมิ่นอิ่งซินเคยเล่าให้พวกเขาฟัง
“วันหนึ่ง” อวิ๋นเฉินเริ่มเล่าด้วยสีหน้าจริงจัง “ครอบครัวไส้เดือนเบื่อมาก ไส้เดือนตัวเล็กเลยหั่นตัวเองเป็นสองท่อนแล้วไปตีแบดมินตัน แม่ไส้เดือนเห็นว่าเป็นความคิดที่ไม่เลว ก็หั่นตัวเองเป็นสี่ท่อนแล้วไปเล่นไพ่นกกระจอก พ่อไส้เดือนเห็นดังนั้น ก็หั่นตัวเองเป็นยี่สิบกว่าท่อนทันที”
เล่ามาถึงตรงนี้ อวิ๋นเฉินก็หยุดไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังสะสมอารมณ์
“แม่ไส้เดือนร้องไห้พลางพูดว่า ‘ทำไมถึงโง่อย่างนี้ หั่นละเอียดขนาดนั้นเดี๋ยวก็ตายหรอก!’”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น
จากนั้นจึงพูดประโยคสุดท้ายจนจบ
“พ่อไส้เดือนบอกว่า ‘จู่ ๆ ก็อยากเตะฟุตบอลขึ้นมา…’”
เรื่องตลกจบลง
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ!” เธอหัวเราะออกมาก่อนใคร
ทว่าอากาศกลับเงียบสนิทราวกับมีคนตาย
อวิ๋นเฉินถูใบหน้าที่เกร็งค้างจากการหัวเราะ แล้วกวาดตามองรอบวง “อะไร? ไม่ตลกเหรอ?”
หมิ่นอิ่งซินอยากหัวเราะ แต่เพราะบทบาทของเธอ สุดท้ายจึงทำได้เพียงหัวเราะเบา ๆ อย่างสำรวม
ส่วนฮวาเจิ้งหาวไม่มีทีท่าว่าอยากหัวเราะเลย
