ผู้มีอำนาจในเมืองหลวงจิงเชิงแห่งต้าเหลียง ส่วนใหญ่รวมตัวกันอยู่ทางเหนือของเมือง ส่วนทางใต้เป็นที่อยู่อาศัยของสามัญชน
ถัดลงไปทางใต้อีก ก็เป็นชานเมืองใต้
แม้ไม่มีผู้ใดพูดออกมา แต่ต่างยอมรับกันโดยปริยายว่าที่แห่งนี้เป็นแหล่งซ่องสุมสิ่งโสมม ผู้ลี้ภัยหลบซ่อนอยู่ที่นี่ โจรป่าก็หลบซ่อนอยู่ที่นี่เช่นกัน
ขอเพียงมีเงิน ไม่ว่าคนหรือเรื่องวุ่นวายสารพัดเพียงใด ก็ล้วนปกปิดได้อย่างมิดชิดที่นี่
หนานเฟิงกวนแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น
เมื่อครู่สำนักตรวจตราหลวงเข้าจับกุมและเคลียร์พื้นที่ บัดนี้ทั้งสามชั้นของอาคารจึงว่างเปล่าไร้ผู้คน
เสิ่นหนิงโบกพัดเดินตรงเข้าไป เหยียบข้ามจานชามและสุราที่กระจัดกระจายเต็มพื้น ก่อนยืนอยู่กลางลานโปร่งภายในหนานเฟิงกวน
ชายคารอบด้านสูงตระหง่าน แสงอาทิตย์สาดลงมา วาดผืนแสงสีทองเป็นรูปสี่เหลี่ยมบนพื้น
เสิ่นหนิงยืนนิ่งไม่ไหวติง
เบื้องหลังนาง อสูรหน้าครามร่างยักษ์สูงเท่าคนผู้หนึ่ง ยื่นหัวออกมาอย่างไร้สุ้มเสียง
“ลองคิดดูให้ละเอียดแล้ว ก็สมเหตุสมผลอยู่” เสิ่นหนิงไม่หันกลับไป “หนานเฟิงกวนแม้จะโสมมอยู่บ้าง แต่คนที่เข้าออกล้วนมีกลิ่นอายหยางอยู่บ้าง มาเท่าไรก็ดูดกลืนเท่านั้น ใช้ปกปิดแกนกลางค่ายกลคำสาปใต้ลานนี้ ย่อมเหลือเฟือ”
อสูรร่างยักษ์พ่นไอสีขาวสองสายออกจากรูจมูก ฝ่าเท้าใหญ่ยิ่งกว่าใบหน้าคนค่อย ๆ ย่างเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง
ครานี้เสิ่นหนิงจึงหันกลับไป มองมันด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
แสงตะวันฉาบร่างเสิ่นหนิงเป็นสีทองอ่อน นางไร้แววหวาดกลัว กลับหรี่ตาพินิจเจ้าตัวใหญ่ตรงหน้าอย่างใจเย็น
