เสิ่นหนิงสะบัดพัดพับกางออกดังพรึ่บ แล้วโบกพัดอย่างไม่รีบร้อน
“ข้าได้ยินมาว่าสองเดือนมานี้ ในจิงเชิงมีสตรีเสียขวัญวิญญาณอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะหญิงคณิกาในหอคณิกา คงเป็นฝีมือเจ้าทั้งหมดสินะ”
เซี่ยอันเชินมิได้ปิดบัง “แล้วจะอย่างไร”
เขาใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง ท่าทางไม่เปลี่ยน ทว่าน้ำเสียงกลับเจือความเย็นชาอยู่หลายส่วน
“กลิ่นอายของสตรีที่รักนวลสงวนตัวนั้นย่อมหอมหวาน แต่ยามกินกลับเอิกเกริกเกินไป ทั้งยังเสี่ยงอันตราย” เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย “ส่วนหญิงคณิกาในหอคณิกา ชะตาชีวิตล่องลอยไร้ที่พึ่ง ไม่มีผู้ใดใส่ใจ แม้รสชาติจะจืดชืดไปบ้าง ก็พอให้อิ่มท้องได้”
เขาหรี่ตาลง ทอดสายตาพินิจเสิ่นหนิงอย่างละเอียด
“เดิมทีข้าคิดว่าคืนนี้จะได้กินมื้อดี ๆ เสียที อย่างไรเสีย ข้าก็ไม่ได้ลิ้มรสพลังวิญญาณของคุณหนูตระกูลใหญ่เสียนานแล้ว” น้ำเสียงของเขาเจือแววเสียดาย “น่าเสียดายที่เจ้ารู้ตัวเสียก่อน รสชาติคงด้อยลงมากเพราะความหวาดกลัว”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เขาก็อ้าปากเล็กน้อย
ลิ้นยาวเส้นหนึ่งเลื้อยออกมาจากซอกฟัน เลียริมฝีปากบนอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหดกลับเข้าไป
เสิ่นหนิงมองลิ้นยาวเส้นนั้นโดยไม่แม้แต่จะกะพริบขนตา
นางดูคล้ายโล่งใจ น้ำเสียงจึงเบิกบานขึ้นไม่น้อย “ไม่เป็นไร ต่อให้เจ้ารู้ตัว ก็แค่เสียรสชาติไปบ้าง ไม่ถือว่าขาดทุนเท่าไร”
นางเว้นจังหวะ “ก่อนหน้านี้ข้ายังกลัวว่าเจ้าจะไม่ยอมรับ หากเอะอะขึ้นมาแล้วทำให้รสชาติเสีย กลับไม่ดีเสียเปล่า”
เซี่ยอันเชินพลันหัวเราะลั่น
“เสิ่นหนิงใช่หรือไม่? เห็นแก่ที่เจ้ารู้ความเช่นนี้ ข้าจะเมตตาให้โอกาสเจ้าสักครั้ง”
เขาลุกขึ้นยืน แสงฟ้ามืดลงไปมากแล้ว ทว่าเงาของเขากลับขยายใหญ่ขึ้น ปกคลุมเสิ่นหนิงไว้ภายใน
“จะให้ข้ากลืนเจ้าทั้งเป็น หรือฆ่าเสียก่อนแล้วค่อยเอาวิญญาณ?” เขาก้มหน้ามองนางจากเบื้องบน น้ำเสียงทุ้มต่ำ “เลือกมาสักอย่าง”
