ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ในที่สุดหลินหว่านหว่านก็ได้รู้สึกถึงสิ่งที่เรียกว่า “จิตสังหาร” เสียที
แต่ความรู้สึกนี้ไม่ได้ดีเอาเสียเลย
“ท่านผู้กล้า...ไว้ชีวิตข้าด้วย...”
เสียงของนางสั่นเครือ พยายามฝืนใจให้สงบ “ขะ...ข้าแค่อยากดูบาดแผลของเขา...”
“ไม่จำเป็น” เสียงจากด้านหลังยังคงเย็นชา ทว่าคมกระบี่เลื่อนห่างออกไปเล็กน้อย
ชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมชุดรัดกุมสีดำสนิท ใบหน้าเย็นชา ดวงตาคมกริบราวเหยี่ยว เขาอ้อมมายืนตรงหน้านางอย่างไร้สุ้มเสียงราวกับภูตผี
เขารีบตรวจดูอาการของเด็กหนุ่มบนเตียงก่อน เมื่อแน่ใจว่าไม่ถึงแก่ชีวิตแล้ว จึงหันมาพินิจหลินหว่านหว่าน
“เจ้าช่วยเขาไว้หรือ?”
หลินหว่านหว่านฝืนทำใจให้สงบ พยักหน้าแล้วก็นึกอะไรขึ้นได้ รีบส่ายหน้าทันที “ขะ...ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แค่บังเอิญ...”
ชายหนุ่มจับจ้องใบหน้าของหลินหว่านหว่าน พิจารณาอยู่นาน จู่ ๆ ก็ยิ้มบาง “แท้จริงแล้วเจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงปลอมโฉมได้?”
หลินหว่านหว่านใจหล่นวูบ
แย่แล้ว
แย่แล้ว ๆ
ถูกจับได้แล้ว
แต่ยังไงก็ต้องดิ้นรนอีกสักหน่อย ลองหยั่งเชิงดูว่าเขาเห็นไปมากแค่ไหน
“ข้าไม่ได้ปลอมโฉม...”
มุมปากชายหนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะ “วิชาปลอมโฉมของเจ้าหลอกคนอื่นได้ แต่หลอกพวกองครักษ์เงาไม่ได้หรอก เจ้าเปลี่ยนแค่สีผิวกับใบหน้า แต่ไม่ได้เปลี่ยนโครงกระดูก”
หลินหว่านหว่าน: “...”
“ข้าเป็นเพียงหญิงชาวบ้าน...”
“หญิงชาวบ้านปลอมโฉมแปลงกายด้วยหรือ?”
ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วถามว่า “รถม้าของเจ้าอยู่ที่ใด?”
หลินหว่านหว่านจำต้องแข็งใจตอบ “รถม้าไม่ใช่ของข้า ข้าแค่รับจ้างวิ่งธุระ ได้เงินค่าจ้างนิดหน่อย ภายในสามปีนี้จวนชิงโจวแล้งหนัก คนที่พอจะไปได้ก็ไปกันหมดแล้ว ครอบครัวข้าก็ตั้งใจจะอพยพลงใต้ ข้าจึงต้องหาเงินสักหน่อย”
