ต้าเหนิวมองป่าเขาที่ด้านหลังซึ่งยังมีควันลอยกรุ่น แล้วหันไปมองประตูเมืองที่ปิดสนิทเบื้องหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสน
หวังซื่อกัดฟันแน่น แววตาฉายความเด็ดเดี่ยวราวกับพร้อมเสี่ยงทุกอย่าง
“ยังจะทำอย่างไรได้อีก? เดินหน้าต่อไป! ในเมื่อประตูเมืองไม่ให้เข้า พวกเราก็อ้อมไปเสีย! จะให้อยู่ที่นี่รอความตายหรืออย่างไร!”
นางรู้ดีว่าหากไฟป่ายังไม่ดับ พอลมเปลี่ยนทิศ เมืองนี้ก็อาจไม่ปลอดภัย ประตูเมืองแค่บานเดียวไม่มีทางต้านไฟที่ลามไปทั่วได้
“แต่ได้ยินมาว่าเมืองที่ข้าไปรับจ้างทำงานก็ถูกไฟป่าลามไปถึงเหมือนกัน เกรงว่างานนั้นคงทำต่อไม่ได้แล้ว”
เฉินชิงซานทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แต่ก็อดดีใจไม่ได้ที่งานนั้นจ่ายค่าแรงเป็นรายวัน อย่างน้อยก็ไม่ได้ทำเปล่าอยู่หลายวัน
“ไม่มีงานก็หาใหม่!”
หวังซื่อดูเป็นคนมีความคิดอ่านกว่า นางกวาดตามองชายฉกรรจ์สามคนในบ้าน ได้แก่สามีและลูกชายวัยรุ่นสองคน พลางคิดคำนวณในใจ
“ไปทางเหนือไม่ได้ก็ไปทางใต้กัน ไปกานโจว! ได้ยินมาว่าทางกานโจวมีฝนตกตั้งสองครั้งในช่วงสามปีนี้ อย่างไรก็ยังอยู่ได้ดีกว่าจวนชิงโจวของพวกเรา เจ้ามีเรี่ยวแรงเต็มตัว ต้าเหนิวกับเอ้อร์เหนิวก็ทำงานได้ พอไปถึงกานโจวแล้ว ยังจะกลัวหาอาหารประทังชีวิตไม่ได้หรือ?”
เฉินชิงซานกลับตะลึงงัน เขาหันไปมองด้านหลังอย่างอาลัยอาวรณ์ “ถะ...ถ้าอย่างนั้น บ้านกับที่ดินของพวกเราที่หมู่บ้านซิ่งฮวาก็ไม่เอาแล้วหรือ?”
“บ้านก็ถูกไฟเผาจนเหลือแต่เถ้าถ่าน ที่ดินก็แห้งแล้งจนแตกระแหง ยังจะเอาไปทำอะไร!”
หวังซื่อด่าอย่างหงุดหงิด พลางตบเอวตัวเองโดยไม่รู้ตัว ตรงนั้นมีของสำคัญที่สุดในบ้านซุกอยู่จนแข็งเป็นก้อน
