อย่าเห็นว่าจ้าวซื่อชอบพูดจาเหน็บแนมหลินหว่านหว่าน พออยู่ต่อหน้าหวังซื่อกลับกลายเป็นแมวหงอย พูดจายังไม่เป็นคำด้วยซ้ำ
“แม่จะมีเงินเก็บส่วนตัวได้อย่างไร... ตอนแบ่งบ้านผู้ใหญ่บ้านก็ตรวจนับแล้ว... ของในบ้านมีอยู่แค่นี้...”
หวังซื่อชี้ไปยังเครื่องครัวชุดใหม่ในห้องครัวแล้วถามว่า “ถ้าอย่างนั้นนางเอาเงินที่ไหนไปซื้อของ?”
“ตอนแบ่งบ้านไม่ได้ให้เงินข้ามา 5 ตำลึงหรือ”
“เงิน 5 ตำลึงจะซื้อของได้มากมายขนาดนี้เชียวหรือ?”
“ที่เหลือเป็นเงินที่สามีข้าหามา ไม่ได้หรือ?”
แววตาเย็นชาของหลินหว่านหว่านสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ทว่ากลับแผ่แรงกดดันมหาศาลจนหวังซื่อไม่กล้าสบตานางอยู่ชั่วขณะ
หลินหว่านหว่านวางของในมือลง แล้วส่งสัญญาณให้เซียงซิ่วคอยปกป้องท่านพ่อ
นางเดินไปหยุดตรงหน้าหวังซื่อช้า ๆ แล้วเอ่ยเสียงเย็นว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ ความจำแย่ลงทุกวันแล้วกระมัง คงลืมไปแล้วสินะว่าข้าเป็นภรรยาบัณฑิตเพียงคนเดียวในหมู่บ้าน เงินจะขาดมือได้อย่างไร?”
หวังซื่อหงุดหงิดที่เมื่อครู่นางกลับถูกหลินหว่านหว่าน คนขี้ขลาดนั่นข่มจนชะงัก รีบเท้าเอวเชิดอกเงยหน้าขึ้น แล้วถลึงตามองหลินหว่านหว่านอย่างวางท่า
“ข้าค้นห้องที่เจ้าเคยอยู่จนทั่วแล้ว ยังจะมีเงินเหลือที่ไหนอีก? ต้องเป็นเงินเก็บส่วนตัวที่แม่ให้เจ้าแน่!”
“หึ! พี่สะใภ้ใหญ่ช่างไม่รู้สึกอับอายที่แย่งชิงทรัพย์สินของผู้อื่น แถมยังภูมิใจเสียด้วยนะ!”
หลินหว่านหว่านเบือนหน้าหนี ไม่อยากมองขี้มูกของนาง
“เงินนั่นข้าเอากำไลไปขายมา ของในบ้านก็ถูกพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองขนไปจนเกลี้ยง หากข้าไม่ซื้อของใหม่ แล้วจะใช้ชีวิตกันอย่างไร? หรือจะหวังให้คนชอบฉวยโอกาสอย่างพวกเจ้าขนของกลับมาคืนข้า?”
