สำหรับคำขอของเซียวสือเหยี่ยน ป้ากูไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ
ก็แค่หาคนมาช่วยตัดเย็บเสื้อผ้าให้เขาเท่านั้นเอง เธอมีคนรู้จักแบบนี้อยู่เยอะ
อีกอย่าง เขาก็ไม่ได้ขอให้ช่วยฟรี ๆ
“เป็นอย่างนี้นะ ฝ้ายราคาชั่งละสองหยวน ที่ราคาสูงก็เพราะปีที่แล้วราคารับซื้อฝ้ายอยู่ที่ชั่งละหนึ่งหยวนสามเหมา ขนส่งและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก็ต้องคิดรวมเข้าไปด้วย
เพราะอย่างนั้น ราคาขายจึงเป็นชั่งละสองหยวน นี่สี่ชั่งก็แปดหยวน เธอมีคูปองฝ้ายหรือเปล่า?”
“มีครับ ผมมีคูปองฝ้ายยี่สิบชั่ง ถึงตอนนั้นคงต้องรบกวนป้าช่วยซื้อฝ้ายอีกสิบหกชั่ง เอาไปทำผ้าห่มสองผืน ผืนหนึ่งใช้ฝ้ายสิบชั่ง อีกผืนใช้หกชั่งครับ”
เซียวสือเหยี่ยนพูดพลางหยิบคูปองฝ้ายยี่สิบชั่งกับเงินสี่สิบหยวนยื่นให้
ป้ากูมองเขาอย่างแปลกใจเล็กน้อย เพราะได้ยินหลานชายบอกว่าเซียวสือเหยี่ยนถูกไล่ออกจากบ้านมา
เซียวสือเหยี่ยนพอเดาได้ว่าป้ากูกำลังสงสัยอะไร จึงเกาท้ายทอยแล้วยิ้มอย่างเขินอาย “นี่เป็นเงินที่ผมได้จากการแปลต้นฉบับครั้งก่อนครับ ยังไม่ทันได้ใช้เลย”
ประโยคสุดท้ายเขาพูดให้กูซือเฉิงฟัง เพราะรู้ว่าหากกูซือเฉิงรู้ว่าตนมีเงิน ก็จะเอาไปให้จียิ่นเหยียนใช้
ส่วนเงินที่อยู่ในมือตอนนี้ เขาได้มาจากตู้เจี้ยนหยาง
เซียวสือเหยี่ยนยังไม่ทันนับให้ครบ แต่เงินมัดนั้นมีอยู่ไม่น้อย อย่างน้อยก็หลายพันหยวน
อย่างไรเสีย เซียวสือเหยี่ยนก็ไม่ขาดเงินแน่ แต่ก็ต้องหาแหล่งที่มาของเงินพวกนี้ให้ได้ด้วย
ป้ากูไม่ได้พูดอะไรต่อ พาเซียวสือเหยี่ยนไปยังมุมผ้าตำหนิ แล้วบอกว่า “ผ้าสีกากีผืนนี้เหมาะกับหนุ่มสาวอย่างพวกเธอมากนะ
