จางอวี่ถิงถามหยั่งเชิงว่า “แม่ ไม่อย่างนั้นหนูไปดูไหมว่าเธอสอบติดจริงหรือเปล่า?”
ติงหลานอิงขมวดคิ้ว “แกจะไปทำไม?”
จางอวี่ถิงอธิบาย “ถ้าเหนียนเหนียนสอบติดมหาวิทยาลัยจริง คนอื่นเขาไปแสดงความยินดีกันหมด แต่บ้านเราไม่ส่งใครไปเลยก็ดูไม่เหมาะ คนอื่นจะนินทาลับหลังว่าแม่ใจแคบ แม่คงไม่อยากไปอยู่แล้ว พอดีหนูอยู่บ้าน ให้หนูไปแสดงความยินดีเหมาะที่สุดค่ะ”
“นั่นสิ!” อวี๋หงลี่เห็นด้วย “ฉันก็คิดว่าให้อวี่ถิงไปเหมาะกว่า เธออ่านหนังสือมามาก แค่เห็นจดหมายตอบรับก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นของจริงหรือเปล่า”
แม้ในใจอวี๋หงลี่จะรู้สึกขุ่นใจที่หยางเหนียนเหนียนสอบติดมหาวิทยาลัย แต่เธอก็ยอมรับความจริงได้ ไม่เหมือนติงหลานอิงที่แม้เรื่องจะวางอยู่ตรงหน้าแล้วก็ยังไม่เชื่อ ราวกับลูก ๆ ของตัวเองเก่งที่สุดในโลก
ติงหลานอิงเองก็อยากรู้ว่าหยางเหนียนเหนียนสอบติดมหาวิทยาลัยจริงหรือไม่
“ไปเถอะ! อย่าอยู่นานนัก แล้วก็อย่าวางท่าต่ำต้อยเกินไป พูดจาสุภาพตามปกติสักสองสามคำก็พอ”
เธอไม่มีวันปล่อยให้ลูกสาวตัวเองไปประจบคนที่เธอดูแคลน
“งั้นหนูไปนะคะ”
จางอวี่ถิงดีใจ วางหนังสือลงแล้วเดินออกจากห้องโถงใหญ่
อวี๋หงลี่ไม่อยากเห็นหน้าบึ้งตึงของติงหลานอิง จึงหาเหตุผลขอตัวออกไปด้วย
เมื่อจางอวี่ถิงมาถึงบ้านหยางเหนียนเหนียน ภรรยาทหารทั้งหลายกลับไปกันหมดแล้ว เหลือเพียงหยางเหนียนเหนียนที่กำลังง่วนอยู่ในครัว
เธอยืนพิงกรอบประตูครัว ถามด้วยสีหน้ายินดี “เหนียนเหนียน ฉันได้ยินพี่สะใภ้อวี๋บอกว่าเธอสอบติดมหาวิทยาลัยแล้ว มหาวิทยาลัยไหนเหรอ?”
แม่ของเธอไม่เชื่อ แต่เธอเชื่อ คนปกติไม่มีใครเอาเรื่องแบบนี้มาพูดเล่นหรอก
หยางเหนียนเหนียนหันมาตอบอย่างถ่อมตัว “โชคดีอยู่ค่ะ สอบติดมหาวิทยาลัยจิงต้า”
