ตอนหยางเหนียนเหนียนไปถึงสถานีรับซื้อของเก่า เจียงหยางก็เพิ่งกลับมาจากข้างนอกพอดี แค่เช้าตรู่เขาก็เหนื่อยจนเหงื่อท่วมตัว พอเห็นหยางเหนียนเหนียน ประโยคแรกที่พูดก็คือ
“เหนียนเหนียน ดีที่คุณมองการณ์ไกล ซื้อรถไถไว้คันหนึ่ง ไม่อย่างนั้นคงรับมือไม่ไหว ตั้งแต่เมื่อวานบ่ายก็มีโรงงานโทรมาหาเราตลอด บอกว่าอยากร่วมงานด้วย”
ทางตู้เหวยลี่แทบจะเป็นอัมพาตไปหมดแล้ว ประกอบกับข่าวแพร่สะพัดไปทั่ว โรงงานอื่น ๆ คิดว่าทางตู้เหวยลี่คงไปไม่รอด เลยพากันมาหาทางนี้
ถ้าไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อน ตอนนี้คงยุ่งจนรับมือไม่ไหวจริง ๆ
โชคดีที่หาคนงานได้ง่าย ไม่อย่างนั้นต่อให้ขับรถไถจนควันโขมงก็ยังไม่มีประโยชน์
หยางเหนียนเหนียนไม่คิดว่าทางตู้เหวยลี่จะปั่นป่วนหนักขนาดนี้ “ถ้ายุ่งไม่ไหว ก็รับคนงานเพิ่มอีกหน่อย ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็จ้างคนขับรถไถมาอีกคน จำไว้นะ ต้องบริการโรงงานทุกแห่งให้ดี ถ้าคราวนี้เราไม่รีบคว้าโอกาสไว้ อีกไม่นานอาจมีสถานีรับซื้อของเก่าแห่งที่สามผุดขึ้นมาก็ได้”
ยุคนี้คนฉลาดมีไม่น้อย คนที่มองการณ์ไกลก็มีอยู่เต็มไปหมด ไม่อย่างนั้นในยุคหลังคงไม่มีมหาเศรษฐีมากมายขนาดนั้น
ข้อได้เปรียบเพียงอย่างเดียวของเธอคือรู้ทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต เพราะอย่างนั้นจึงต้องคว้าทุกโอกาสเอาไว้
เจียงหยางพยักหน้าอย่างจริงจัง “ผมวางแผนไว้ในสมุดแล้ว รับคนงานชั่วคราวมาเพิ่มบ้าง แล้วก็จัดงานให้พวกเขาเรียบร้อย ปัญหาตอนนี้คือช่วงที่ผมออกไปทำงาน ถ้ามีคนโทรมา ผมก็รับสายไม่ได้”
หยางเหนียนเหนียนไตร่ตรองครู่หนึ่งก่อนพูดว่า “รับคนงานผู้หญิงมาสักคน ให้รับโทรศัพท์ก็พอ ขอแค่เรียนจบมัธยมต้นก็ได้ แล้วให้ช่วยทำบัญชีด้วย แถมยังช่วยดูเยวี่ยเยวี่ยได้อีกแรง”
พอพูดถึงเยวี่ยเยวี่ย เธอก็กวาดตามองไปรอบ ๆ ด้วยความสงสัย “เยวี่ยเยวี่ยล่ะ?”
“ผมไม่สะดวกพาเธอออกไปด้วย จะทิ้งเธอไว้ที่บ้านคนเดียวก็ไม่สบายใจ เลยให้ครูช่วยดูแลชั่วคราว วันละ 2 หยวน มีข้าวให้กิน แถมยังสอนนับเลขให้ด้วย ปกติเจ้าเด็กคนนี้ดูฉลาดเป็นกรด แต่เรื่องเรียนกลับหัวทึบสุด ๆ จนป่านนี้ยังบวกลบเลขไม่เกินห้าไม่เป็นเลย”
