พอออกมาพ้นประตูโรงเรียน หยางเหนียนเหนียนก็สังเกตสีหน้าของลู่สือเซิน อยากรู้ว่าเขาโกรธหรือเปล่า แต่หมอนี่กลับไม่มีสีหน้าใด ๆ เลยสักนิด จนเดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ไม่ได้เจอกันครึ่งเดือน ใบหน้าเขาซูบลงไปมาก ตอนอยู่ข้างนอกคงลำบากไม่น้อย
พรุ่งนี้ซื้อเนื้อกลับมาสักหน่อย ทำของบำรุงให้เขากินดี ๆ ดีกว่า
ยังดีที่วันนี้เขากลับมาทันเวลา ถ้าญาติของหวังอ้ายเหมยมาถึงก่อน คนที่เสียเปรียบต้องเป็นเธอกับอันอันแน่
“รูปร่างคุณกับเธอต่างกันมาก ถ้าสู้กัน คุณเสียเปรียบง่าย” ลู่สือเซินพูดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
นี่เขากำลังตำหนิเธอหรือว่าที่ไปตีกับหวังอ้ายเหมยทำให้เขาขายหน้า?
หยางเหนียนเหนียนหมดอารมณ์อยากซื้อเนื้อให้เขาทันที เธอแย้งอย่างไม่ยอมแพ้ “ฉันไม่ได้อยากตีกับเธอสักหน่อย เธอลงมือจะตีอันอัน ฉันจะยืนดูเฉย ๆ ได้ยังไง? ตัวก็ใหญ่ยังกะวัว แค่กระทืบเท้าทีเดียว ห้องทำงานก็แทบกลายเป็นอาคารร้างแล้ว อันอันตัวเล็กแค่นั้น จะทนหมัดเธอไหวได้ยังไง?”
หยางเหนียนเหนียนเริ่มโมโห จึงเร่งฝีเท้าหมายจะทิ้งลู่สือเซินไว้ข้างหลัง
พูดก็แปลก ตอนออกจากบ้านพักครอบครัวทหาร เธอยังเดินฉับ ๆ ไม่เห็นรู้สึกว่าถนนลื่นเลย แต่ตอนนี้เพิ่งเดินไปไม่กี่ก้าว เกือบหงายหลังล้มทั้งยืนแล้ว
ลู่สือเซินประคองเธอไว้ “ระวัง ถนนลื่น”
แขนของหยางเหนียนเหนียนถูกหวังอ้ายเหมยบิดไปทีหนึ่ง ตอนแรกก็ไม่เจ็บแล้ว แต่พอลู่สือเซินแตะโดน เธอก็เจ็บจนหลุดเสียง “จิ๊ เจ็บ”
ลู่สือเซินขมวดคิ้วแทบมองไม่เห็น เขาถกแขนเสื้อเธอขึ้นดู บนท่อนแขนขาวผ่องมีรอยช้ำเป็นปื้น แค่มองก็รู้ว่าหวังอ้ายเหมยออกแรงไปไม่น้อย
