ซื่อลวี่จื่อหัวเราะอย่างมีเลศนัยอยู่สองสามครั้ง ก่อนเอ่ยว่า “สำนักงานจัดหาคู่ไง”
ผมแค่นเสียงอย่างดูแคลน “ของแบบนั้นจะหาเงินได้สักเท่าไหร่กันเชียว”
“ทำแบบเดิม ๆ ยังไงก็ไม่ได้เงินหรอก เราต้องปรับตัวให้ทันยุค”
“หมายถึงทำผ่านอินเทอร์เน็ตเหรอ?”
“บ้าบออะไร นายสมองหมาจริง ๆ เลย ฟังนะ ฉันจะบอกให้ เราจะเล่นแบบใหม่ หาสาวสักสิบคน แล้วจับคู่ให้พวกเธอกับผู้ชาย จากนั้นก็ให้ไปคุยกันในห้องตามลำพัง พูดคุยเปิดอก ดูว่าถูกคอกันไหม”
ผมทำหน้าเหวอ
ซื่อลวี่จื่อพูดต่อ “ปกติคุยกันชั่วโมงเดียวก็พอแล้ว ถ้าถูกใจกัน ฝ่ายชายก็อาจคุยต่ออีกหน่อย แต่ถ้าไม่ถูกใจ สมัยนี้ผู้ชายใจกว้าง อย่างน้อยก็คงทิ้งเงินค่าน้ำชาไว้บ้าง เราแค่เก็บส่วนแบ่งก็พอ”
สาว ๆ จับคู่ เจอกันในห้องตามลำพัง ความรักสั้น ๆ หนึ่งชั่วโมง และเงินค่าน้ำชา พอเอาคำเหล่านี้มารวมกัน อาชีพที่ผมนึกถึงก็คือพวกหน้าม้าเรียกลูกค้าเข้าร้านเหล้า
ผมพูดอย่างดูแคลน “สภาพร่างกายของเราสามคนจะไปเป็นหน้าม้าได้หรือไง เจอพี่ใหญ่ขาโหดเข้า คงโดนซ้อมจนฉี่ราดแน่”
“ไอ้บ้าเอ๊ย หน้าม้าอะไรของนาย!”
ซื่อลวี่จื่อด่าแล้วลดเสียงลง “งั้นฉันพูดให้ชัดกว่านี้ ถ้าเราเปลี่ยนชื่อเงินค่าน้ำชาเป็นอย่างอื่นล่ะ สมมติเรียกว่าค่าเลิกรา”
ผมถึงบางอ้อแล้วสบถ “งั้นไปขุดสุสานยังดีกว่า จัดหาคนมาค้าประเวณีชัด ๆ”
“ใช่ ๆ ขุดสุสานดี ขุดสุสานแล้วเลี้ยงตัวไปจนแก่ได้” จ้าวอู๋คงเสริมอย่างตื่นเต้นอยู่ข้าง ๆ
ซื่อลวี่จื่อโมโหจนเขกหัวจ้าวอู๋คงทีหนึ่ง พอตีแล้วก็ยังไม่หายแค้น เลยเขกผมอีกที พลางด่าว่า “อะไรคือจัดหาคนมาค้าประเวณี? ฉันเรียกว่าจัดหาคู่ต่างหาก พวกเขาจะทำอะไรในห้องฉันไม่สน ฉันสนแค่ยกน้ำชาให้ กานึงขายสามร้อยห้าร้อยก็ไม่เกินไปใช่ไหมล่ะ สาว ๆ ก็ไม่ได้เก็บเงิน อย่างมากก็แค่คนสองคนพัฒนาความสัมพันธ์กันเร็วหน่อย สมัยนี้ชีวิตเร่งรีบ การปะทะกันของจิตวิญญาณจะสู้การเสียดสีของร่างกายได้ยังไง จริงไหม”
ทั้งที่รู้ว่าซื่อลวี่จื่อพูดเหลวไหล แต่จู่ ๆ ผมกลับรู้สึกว่าเขาก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน จัดหาคู่แล้วเก็บเงินค่าน้ำชา ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรผิดกฎหมาย
แต่แผนหาเงินที่ซื่อลวี่จื่อเสนอขึ้นมา เราฟังเอาสนุกเท่านั้นแหละ เขาเป็นคนหัวไว คิดช่องทางหาเงินได้วันละอย่าง ไม่ซ้ำกันสักวัน แต่ทุกช่องทางล้วนเขียนอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาหมด
จ้าวอู๋คงกลับเรียบง่ายกว่า ไม่มีความคิดฟุ้งซ่าน เอาแต่คิดเรื่องขุดสุสาน
เห็นผมกับจ้าวอู๋คงไม่ตอบอะไร ซื่อลวี่จื่อก็ทำหน้าเหมือนผิดหวังในตัวพวกเรา กัดฟันด่าว่า “พวกนายสองคนยังสู้ผู้หญิงไม่ได้เลย จะทำอะไรก็ลังเล ไม่กล้าทำนั่น ไม่กล้าทำนี่ คุยกับพวกนายแล้วไม่มีอะไรสนุกสักอย่าง”
“สนุกอะไร?” จ้าวอู๋คงถามอย่างงุนงง
“รถสามล้อคนแก่ไง” ซื่อลวี่จื่อพูดอย่างหงุดหงิด
ผมโบกมือ “ไม่ใช่ว่าไม่กล้าทำ แต่ช่องทางหาเงินที่นายเสนอมาแต่ละอย่าง โทษจำคุกยาวขึ้นเรื่อย ๆ ต่างหาก ฉันมีวิธีหาเงินอยู่อย่างนะ พี่ลวี่ไปเป็นเด็กเอ็นในเคทีวีสิ ถ้าเรื่องราวชีวิตยิ่งพลิกผันหน่อย บางทีอนาคตอาจมีคนเอาไปสร้างเป็นหนังด้วย ฉันคิดชื่อไว้ให้แล้วว่า ‘ราชาเป็ดแห่งตงเป่ย: ราชาพ่อม้าลา’”
ซื่อลวี่จื่อเตะผมทีหนึ่ง “เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว เราต้องหาเงิน ถ้าไม่มีเงิน ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นหรอก แม้แต่ตัวเองก็ยังดูถูกตัวเอง”
จ้าวอู๋คงชะงักไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนประโยคนั้นจะพูดแทงใจเขาเข้าแล้ว เขาดันแว่นขึ้น แสงสะท้อนบนเลนส์ดูเหมือนแว่นของโคนัน ไม่ถึงกับน่ากลัว เรียกว่าสยองขวัญชวนขนลุกจะตรงกว่า จ้าวอู๋คงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดอย่างจริงจังว่า “ใช่ ขุดสุสานบรรพบุรุษสักแห่ง อยู่สบายไปทั้งปี ขุดสุสานสมัยราชวงศ์ชิงสักแห่ง ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินไปสามปี เปิดสุสานกษัตริย์สักแห่ง ลูกหลานสิบชั่วคนก็สุขสบาย”
ตอนนั้นผมอยากตบจ้าวอู๋คงสักฉาดจริง ๆ
แต่ความไวของซื่อลวี่จื่อเหนือกว่าผม
จ้าวอู๋คงลูบท้ายทอยแล้วพูดต่อ “ทางใต้ฝังศพพร้อมของมีค่ากันเยอะ พอเราออกจากคุกแล้วค่อยไปทางใต้ ขุดสุสานบรรพบุรุษสักสองแห่งฝึกมือ ไม่ปิดบังพวกนายหรอก ฉันคำนวณตำแหน่งสุสานของเจ้าเมืองแคว้นหนึ่งในสมัยราชวงศ์โจวตะวันตกไว้แล้ว ถ้าฝีมือเข้าที่ พอเปิดสุสานแห่งนี้ได้ ลูกหลานสิบชั่วคนก็เป็นถึงเป้ยเล่อ ชีวิตประจำวันก็แค่กินอิ่มสามมื้อ นอนพักสองหน ฟังดนตรี ชมนก ดีจะตาย”
ผมยังไม่ทันได้ตอบ ซื่อลวี่จื่อก็พูดเสียงขรึม “ยังจะทางใต้อีกหรือ? นายไม่รู้หรือไงว่าคนทางใต้ยึดถือเครือญาติกันแค่ไหน พวกเขามีศาลบรรพชน ถ้าไปขุดสุสานบรรพบุรุษของเขา ชาวบ้านได้กระชากไส้ใหญ่นายออกมาพันคอแน่”
“แบบนั้นก็ยังดีกว่าจนตาย”
ซื่อลวี่จื่อถลึงตาใส่จ้าวอู๋คง ผมเองก็กัดฟันกลืนคำพูดที่จ่ออยู่ปลายลิ้นลงไป ด้วยนิสัยหัวดื้อของจ้าวอู๋คง แม้แต่รัฐบาลก็ยังอบรมเขาไม่เข้าใจ แล้วคนเหลวแหลกอย่างผมจะไปเปลี่ยนความตั้งใจของเขาได้ยังไง
ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากขุดสุสาน แต่ผมรู้จักอาชีพนี้ดีเกินไป
เมื่อก่อนตอนที่ไม่มีเงิน นักพรตก็เคยพาผมไปขุดหลุมศพเหมือนกัน แต่ผลตอบแทนไม่ค่อยดีนัก สมัยใหม่เผาศพกันหมดแล้ว นอกจากโกศใส่อัฐิ ก็แทบไม่มีของฝังร่วมเลย
สุสานเก่าสมัยสาธารณรัฐจีนพอมีของอยู่บ้าง แต่ก็เป็นแหวนหยกปักนิ้ว กิ๊บเงิน และของอื่น ๆ ที่ขายไม่ได้ราคา ขุดหลุมศพช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่หวังจะมีอยู่มีกินไปตลอดนั้นเป็นไปไม่ได้
ถ้าถามว่ามีสุสานใหญ่ไหม คำตอบของผมคือมีแน่นอน แต่ด้วยฝีมือของพวกเรา หนึ่งคือหาไม่เจอ สองคือเปิดไม่ได้
ยิ่งกว่านั้น ตอนนี้เพิ่งคิดจะขุดสุสาน ก็เหมือนเข้าร่วมกองทัพก๊กมินตั๋งในปี 1949 หรือไปเป็นขันทีในปี 1911 ทำอะไรก็สายเกินไปแล้ว
แต่ถ้าลองคิดอีกมุมก็มีข้อดีเหมือนกัน อย่างเช่นพี่น้องสนิทแต่งงานกัน งานเลี้ยงเริ่มสิบโมงตามปกติ แต่คุณไปถึงตอนบ่ายสอง ทุกคนเมากันหัวราน้ำหมดแล้ว คุณค่อยไปชนแก้วกับพวกเขาอีกรอบ สุดท้ายก็อาจมีสติพาตัวเพื่อนเจ้าสาวหนีไปได้
ถึงจะเลวไปหน่อย แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรผิด
นับตั้งแต่นิยายขุดสุสานโด่งดังขึ้นในปี 2008 ผู้กล้านับไม่ถ้วนก็พากันบุกเข้าสู่วงการขุดสุสานอันร้อนแรงแห่งนี้ อาชีพนี้ก็เป็นแบบนี้ พวกเก่งจริงก็เก่งจริง ส่วนพวกโง่ก็โง่จริง คนถือพลั่วไปขุดสุสานมีไม่น้อย แต่คนกลุ่มนี้ก็ถูกจับมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนใจกล้าบ้าบิ่น ถือแล็ปท็อปไลฟ์สดขุดสุสานบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นพวกวัวไม่กลัวเสือชัด ๆ
หากคิดจะขุดสุสานตอนนี้ อย่างน้อยก็ยังสรุปบทเรียนจากคนรุ่นก่อนได้ เช่น ที่ไหนนิยมฝังของมีค่าไว้กับศพ ที่ไหนการควบคุมหละหลวม หรือที่ไหนไม่ค่อยมีด่านตรวจ
อีกอย่าง ในสายตาผม วงการขุดสุสานไม่มีความแตกต่างระหว่างสำนักนี้กับสำนักนั้นหรอก พวกมันก็เป็นโจรขุดสุสานกันทั้งนั้น จะขโมยได้มากหรือน้อยก็ช่าง คนที่ไม่ถูกจับคือยอดฝีมือ ส่วนคนที่ถูกจับก็คืออาชญากร
อาชีพขุดสุสานมีมาตั้งแต่โบราณ ส่วนใหญ่ลงมือกันเป็นครอบครัว พ่อกับลูกหรือพี่น้องรวมตัวเป็นทีม แทบไม่ค่อยชวนคนนอกมาร่วมวง
เพราะการขุดสุสานเหมือนเปิดกล่องสุ่มของประหลาด ไม่มีใครรู้ว่าข้างใต้ฝังอะไรไว้ พวกคนที่ยอมเสี่ยงตายเห็นสมบัติล้ำค่าขนาดนั้น ใครจะยังยึดถือคุณธรรมในยุทธภพอยู่อีก?
ต้องเข้าใจว่าคนที่ยึดอาชีพขุดสุสานนั้น ไม่ก็ถูกชีวิตบีบคั้น ไม่ก็ชั่วร้ายถึงขีดสุด
เพราะอย่างนั้นจึงต้องใช้สายเลือดเป็นหลักประกันของอาชีพนี้ แต่ก็ไม่ใช่หลักประกันที่แน่นอนเสมอไป
ในวงการขุดสุสานสมัยโบราณมีกฎที่ไม่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ข้อหนึ่ง หากพ่อกับลูกออกไปขุดสุสานด้วยกัน ลูกจะลงไปคลำหาสมบัติ ส่วนพ่ออยู่ข้างบนคอยจับเชือกและเฝ้าระวัง จุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเห็นแก่เงินจนฝังพ่อไว้ในโพรงขุดสุสาน
ในการขุดค้นทางโบราณคดีสมัยใหม่ ยังพบกระดูกของโจรขุดสุสานอยู่ในโพรงขุดสุสานโบราณหลายแห่ง พวกเขาตายอย่างไร คงไม่ต้องพูดก็รู้
เห็นได้ชัดว่าอาชีพขุดสุสานเป็นบททดสอบสันดานมนุษย์อย่างหนักหน่วงเพียงใด
บางคนอาจสงสัยว่า ถ้าฆ่าพวกเดียวกันแล้ว คราวหน้าจะไปขุดสุสานยังไง?
ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าในสมัยโบราณคุณไปขุดสุสานกับใครสักคน แล้วทั้งคู่ขุดเจอสมบัติมากพอให้กินไปได้ทั้งชีวิต การฆ่าพวกเดียวกันแทบมีแต่ได้กับได้ อย่างแรก คุณก็ฮุบสมบัติไว้คนเดียวได้ อย่างที่สอง คุณป้องกันไม่ให้คนร่วมมือถูกจับแล้วซัดทอดคุณได้ คนที่คุณต้องระวังไม่ได้มีแค่พวกเดียวกัน แต่ยังรวมถึงครอบครัวและญาติมิตรของพวกเขาด้วย คุณยอมรับความเสี่ยงนี้ไหม? อย่างที่สาม ทุกคนรู้ดีว่าคนที่ขุดสุสานมีนิสัยยังไง หากวันหนึ่งถูกทางการจับเพราะเรื่องอื่น พวกเขาจะคายเรื่องเก่าออกมาหรือเปล่า?
เพราะอย่างนั้น การฆ่าพวกเดียวกันระหว่างขุดสุสานจึงแทบเป็นเรื่องปกติ
แต่พอเป็นสมัยนี้ การฆ่าคนร่วมมือย่อมทำไม่ได้แน่ หากตำรวจพบศพของคนร่วมมือ ด้วยวิธีการสืบสวนในปัจจุบัน ต่อให้เป็นคนที่เคยเล่นโคลนผสมน้ำปัสสาวะกับเขาตอนเด็ก ๆ ก็ยังสืบเจอได้อยู่ดี
