เมื่อคนรุ่นหลังย้อนอ่านประวัติศาสตร์ช่วงเวลานั้น ก็พบว่าในยุคเดียวกับซังหลิง มีผู้คนมากมายที่โดดเด่นจนยากจะหาใครเทียบ
พวกเขาเปล่งประกายในหลากหลายวงการ
ภายใต้รัศมีของซังหลิง พวกเขายังพบชื่อหนึ่ง นั่นคือโหยวจิ่น
เธอเกิดในตระกูลขุนนาง เคยเป็นคู่หมั้นขององค์ชายใหญ่แห่งราชวงศ์
ในอัตชีวประวัติของเธอ เธอเขียนไว้เช่นนี้ว่า 【ฉันเคยอิจฉาเธอมาก คิดว่าเธออาศัยเพียงใบหน้า ก็แย่งความสนใจจากผู้คนมากมายไปได้อย่างง่ายดาย
ต่อมาฉันกลับรู้สึกขอบคุณเธอ เพราะเธอฉก ‘คู่หมายทางการเมือง’ ที่ฉันหมายตาไว้ไปหมด! ส่วนพวกเศษสวะไร้สมองที่รู้จักแต่เสพสุข ฉันก็ไม่คิดจะชายตามอง! ฉันจึงพักแผนการของตัวเองไว้ชั่วคราว
ไม่คิดเลยว่า ‘คู่แข่งหัวใจ’ ของฉันจะย้ายไปเรียนสาขาหุ่นรบ ฉันไม่ยอม ฉันต้องเอาชนะเธอให้ได้! ฉันจึงเริ่มมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองอย่างเงียบ ๆ พอรู้ตัวอีกที ฉันก็พบว่าความสำเร็จของตัวเองแซงหน้าผู้ชายมากมายไปแล้ว ทั้งยังยืนหยัดในตระกูลได้ด้วยความสามารถของตัวเอง
ฉันได้กุมชะตาชีวิตของตัวเองไว้ในมืออย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว นอกจากตัวฉันเองแล้ว ก็ไม่มีใครมองฉันเป็นเครื่องมือสร้างผลประโยชน์ให้ตระกูล แล้วจัดการชีวิตฉันตามใจชอบได้อีก
หลังจากนั้นทุกคนก็คงเห็นกันหมดแล้ว เฮ้อ ที่จริงตอนเขียนอัตชีวประวัติเล่มนี้ ฉันก็ยังไม่ยอมรับอยู่ดี ฉันคิดว่าถ้าอาจารย์โซฟีรับฉันเป็นศิษย์ด้วย ฉันก็ไม่ด้อยไปกว่าซังหลิงแน่นอน……
สุดท้ายแล้ว ฉันต้องสารภาพบาปเรื่องหนึ่ง ฉันเคยทำเรื่องไม่ดีเพราะความริษยา
เรื่องนั้นก็คือ การเปิดโปงตัวตนที่ ‘ไม่มีใครสนใจ’ ในครั้งนั้น จริง ๆ แล้วเป็นฝีมือคนที่ฉันส่งไป
