หัวใจของไป๋อี้เหนียนพลันเหมือนถูกบางอย่างกระแทกเข้าอย่างแรง จนอึดอัดและเจ็บแปลบ
ในใจยังรู้สึกกระวนกระวายอยู่บ้าง
“ขอโทษนะ ฉันก็ไม่อยากทำแบบนี้ แต่...ถ้าฉันทำให้คุณไม่พอใจ เรายิ่งควรแก้ปัญหากันก่อนใช่ไหม? เอาแต่เงียบไม่พูดกันแบบนี้ มีแต่จะทำให้ปัญหาบานปลาย”
เขาอธิบายให้ซังหลิงฟังอย่างอดทน น้ำเสียงอ่อนโยนราวกับกำลังให้อภัยเด็กที่ไม่รู้ประสา
พูดตามตรง ในบรรดาผู้ชายที่ซังหลิงเคยรู้จัก ไป๋อี้เหนียนนับว่าเป็นคนที่นิสัยดีที่สุดแล้ว
ซังหลิงเองก็ไม่อยากโกรธ แต่เธอห้ามตัวเองไม่อยู่
เธอเบะปาก อยากร้องไห้แต่ก็กลั้นเอาไว้ ก่อนจะบอกเขาว่า “แล้วทำไมคุณถึงทิ้งฉันไว้ที่นี่คนเดียวล่ะ? ฉันไม่มีเครื่องสื่อสารก็ติดต่อคุณไม่ได้ อยู่ในห้องจนหิวมาตั้งครึ่งวัน กว่าจะรวบรวมความกล้าออกมาได้ ก็มีคนสองคนคอยจับตาดูฉันเหมือนผู้คุมเฝ้านักโทษ!”
พอได้ยินเธอยอมพูดด้วย ไป๋อี้เหนียนก็ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย
แววสำนึกผิดวาบผ่านดวงตา เขากล่าวอย่างรู้สึกผิดว่า “ขอโทษนะ ฉันละเลยความรู้สึกของคุณไป ฉันควรอยู่เฝ้าคุณจนกว่าจะตื่น”
“รู้ตัวก็ดีแล้ว!”
ซังหลิงทำแก้มป่อง พอเห็นว่าไป๋อี้เหนียนยอมรับผิดอย่างดี เธอก็หายโกรธไปไม่น้อย
แววตาของไป๋อี้เหนียนพลันเปื้อนรอยยิ้ม เขายิ่งรู้สึกว่าโจวฉีอันกำลังโกหก ผู้หญิงคนนี้ว่าง่ายออกขนาดนี้ จะหลอกเขาได้ยังไง?
“ตอนนี้ฉันตระหนักถึงความผิดของตัวเองอย่างลึกซึ้งแล้ว ฉันจะทบทวนตัวเอง”
ไป๋อี้เหนียนโอบไหล่เธอเบา ๆ เมื่อเห็นว่าเธอไม่ขัดขืน มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย “ฉันพาคุณไปหาอะไรกินนะ อาหารอัดแท่งบนยานอวกาศไม่ค่อยอร่อย พอลงจากยานแล้ว ฉันจะทำของอร่อยชดเชยให้คุณเอง ดีไหม?”
