สวี่โย่วหนิงไม่ได้เปิดกระจกรถ มือหนึ่งวางอยู่บนพวงมาลัย อีกมือเลื่อนดูโทรศัพท์ หางตาคอยเหลือบมองประตูโรงเรียนอยู่ตลอด
เสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น นักเรียนทยอยเดินออกจากประตูโรงเรียนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ
แล้วเธอก็เห็นเขา
ลู่หลิ่งชวนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว พับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนขาวเย็นราวหยก
เขาสะพายเป้สองสาย เดินด้วยจังหวะไม่ช้าไม่เร็ว ผู้คนรอบข้างต่างเว้นระยะห่างจากเขาโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะจงใจ แต่บรรยากาศรอบตัวที่ส่งสัญญาณว่า “อย่าเข้ามาใกล้ฉัน” นั้นเข้มข้นเกินไป จนทุกคนหลีกทางให้โดยสัญชาตญาณ
เมื่อเดินออกจากประตูโรงเรียน สายตาของเขากวาดไปยังฝั่งตรงข้ามถนน แล้วก็เห็นรถสปอร์ตสีชมพูคันนั้นในทันที
เด่นเกินไปแล้ว
รถคันนั้นสะดุดตาจนเหมือนถูกตรึงไว้บนเปลือกตาของทุกคน อยากแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นก็ยังทำไม่ได้
สวี่โย่วหนิงเลื่อนกระจกรถลง แล้วยื่นหน้าออกมาครึ่งหนึ่ง รอยยิ้มหวานราวกับสายไหมที่เพิ่งยกลงจากกระทะ
“พี่ชาย~ รีบมานี่สิ”
ลู่หลิ่งชวนมองเธอแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้เดินเข้ามา
เขาหันหน้าไปอีกทาง แล้วเดินไปยังจุดที่คนขับจอดรถไว้
ฝีเท้าไม่หยุด แม้แต่ลังเลก็ไม่มี
รอยยิ้มของสวี่โย่วหนิงแข็งค้างไปชั่วขณะ คิ้วค่อย ๆ เลิกขึ้น
เธอยกนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว แล้วค่อย ๆ พับลงทีละนิ้ว
“หนึ่ง”
เขาไม่หยุด
“สอง”
ฝีเท้าของเขาชะงักไปจังหวะหนึ่ง
“—”
ยังไม่ทันพูดคำว่า “สาม” ลู่หลิ่งชวนก็หันกลับมา เปิดประตูรถแล้วนั่งลง
