ก่อนหน้านี้พวกเขาเดินอยู่ในป่ามาตลอด แม้พงหญ้าจะขึ้นหนาทึบ พื้นดินขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ แถมยังต้องข้ามท่อนไม้แห้งที่ล้มขวางทางหรือแหวกเถาวัลย์ที่กีดขวางอยู่เป็นระยะ แต่สำหรับทั้งสามคนแล้วก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร
ซูจิ่งหงส์เดินนำคอยเปิดทาง หากเจอกิ่งไม้ขวางก็ฟันขาดด้วยดาบ เหวินหวานใช้ด้ามค้อนเขี่ยพุ่มไม้ที่ขวางทางออกเป็นครั้งคราว ส่วนหลินอีเดินตามหลังเหยียบย่ำไปบนทางที่ทั้งสองคนช่วยกันเปิดไว้ จึงไม่ได้ลำบากนัก
ใครจะรู้ว่าเมื่อเดินไปเรื่อย ๆ ลักษณะของดินใต้เท้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป ชั้นดินผุพังที่ชื้นและร่วนซุยบางลงเรื่อย ๆ รากไม้กับพืชพรรณก็ค่อย ๆ เบาบางลง กลิ่นอายชุ่มชื้นของต้นไม้ใบหญ้าในอากาศค่อย ๆ แห้งกรังและแข็งกระด้าง ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยสายลมแห้งแล้งที่ปะปนกลิ่นแร่ธาตุอย่างสิ้นเชิง
พอหลินอีเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ภาพตรงหน้าก็แตกต่างจากก่อนหน้านี้ราวกับคนละโลก
ทะเลหินแห้งแล้ง
ผืนทะเลหินแห้งแล้งทอดยาวสุดสายตา
ไม่มีต้นไม้ ไม่มีพุ่มไม้ แม้แต่หญ้าป่าที่พอจะเรียกว่าขึ้นเป็นต้นก็ยังไม่มี
มองไปทั่วมีแต่ก้อนหิน—หินสารพัดขนาดและรูปร่างประหลาด บางก้อนใหญ่เท่าช้าง บางก้อนเล็กเท่ากำปั้น มีทั้งสีเทาขาว สีน้ำตาลเข้ม และก้อนที่มีผลึกแร่สะท้อนแสง ปกคลุมพื้นดินไปทั่วทั้งผืน
แสงแดดเหนือศีรษะสาดลงมาตรง ๆ เมื่อไร้ร่มเงาจากเรือนยอดไม้ ผืนดินก็ถูกแสงจ้าส่องเผาจนร้อนระอุ
อากาศแห้งและร้อนขึ้น ลมหายใจที่สูดเข้าไปเต็มไปด้วยกลิ่นผงหินและฝุ่นดิน
เมื่อครู่ยังรู้สึกเย็นอยู่ในป่า แต่ตอนนี้หลินอีอยากถอดชุดรบออกแล้ว
“เปลี่ยนฉับพลันเกินไปแล้ว” เหวินหวานยืนอยู่ตรงรอยต่อระหว่างป่ากับทะเลหินแห้งแล้ง เท้าเอวหรี่ตามองไปไกล ๆ “ในคู่มือไม่ได้บอกหรือว่ารอบนอกของป่าผิงเหย่มีแต่ป่า แล้วนี่มีพื้นที่กันดารผืนใหญ่ซ่อนอยู่ได้ยังไง”
“เขตเปลี่ยนผ่านบริเวณชายขอบ” ซูจิ่งหงส์สรุปสั้น ๆ
แม้ป่าผิงเหย่จะได้ชื่อว่าเป็นป่า แต่กินพื้นที่กว้างใหญ่มาก พืชพรรณไม่ได้ขึ้นปกคลุมสม่ำเสมอทั่วทั้งบริเวณ นอกเขตป่าหลักยังมีพื้นที่โล่งบางแห่งซึ่งเกิดจากแนวสันเขา แม่น้ำ หรือการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาที่แบ่งแยกผืนป่าออกจากกัน
