ทั้งหกคนถอยออกมาจากสนามรบ กลิ่นคาวเลือดที่อบอวลอยู่ค่อย ๆ ถูกสายลมพัดจาง ไอชื้นหนักอึ้งเริ่มลอยขึ้นในอากาศ
หลินอีเงยหน้ามองผ่านช่องว่างระหว่างยอดไม้ ท้องฟ้าตรงขอบฟ้ามืดสนิท เมฆดำหนาทึบกลิ้งทะมึนมาจากอีกฟากของภูเขา กลืนแสงสุดท้ายจนหมดสิ้น
อากาศอบอ้าวจนรู้สึกแน่นหน้าอก เสียงแมลงร้องและเสียงนกร้องที่เคยดังต่อเนื่องกลับเงียบหายไปทั่วทั้งผืนป่า ความเงียบสงัดที่ปกคลุมลงมาอย่างฉับพลันทำให้ผู้คนรู้สึกหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก
“ฝนกำลังจะตก” เสิ่นเยี่ยนขมวดคิ้วแน่น เอ่ยเตือน
สิ้นเสียงนั้น เสียงฟ้าร้องทุ้มต่ำก็ดังก้องกลิ้งมาจากขอบฟ้าอันไกลโพ้น
เพียงครู่เดียว เม็ดฝนขนาดใหญ่ก็ซัดกระหน่ำลงมา เสียงเปาะแปะกระทบใบไม้ที่ซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ ราวกับมีค้อนเล็กนับไม่ถ้วนฟาดลงมาไม่ขาดสาย
พายุฝนโหมลงมาอย่างกะทันหัน ทั้งหกคนไม่มีเวลาได้ตั้งตัวแม้แต่น้อย
สายตาของหลินอีพร่าเลือนไปชั่วขณะ ม่านฝนหนาทึบทั่วฟ้าพลันเชื่อมต่อเป็นผืนเดียว ลมเย็นหอบเม็ดฝนกระหน่ำใส่ร่างอย่างหนัก น้ำฝนเย็นเฉียบจนบาดผิว
นางยกมือปกป้องกระเป๋าสะพายที่กอดอยู่แนบอกโดยไม่รู้ตัว เยลลี่ในกระเป๋าตกใจจนขดตัวเป็นก้อน หนวดเล็ก ๆ ของมันไม่กล้ายื่นออกมาแม้แต่น้อย
“ไม่ได้แล้ว ฝนตกหนักเกินไป! รีบหาที่หลบฝนเร็ว!” เสียงตะโกนของเหวินหวานถูกเสียงลมฝนคำรามกลืนจนขาดห้วง
กู้ซั่วเร่งฝีเท้านำอยู่หน้าขบวน ยกมือเช็ดน้ำฝนที่ไหลลงมาตามใบหน้า พลางกวาดตามองรอบด้านอย่างรวดเร็ว
จู่ ๆ ลู่เฉาก็ยกมือชี้ไปทางซ้าย “ทางนั้น! เหมือนจะมีถ้ำอยู่!”
หลินอีมองตามทิศทางที่เขาชี้ไป แล้วก็เห็นช่องถ้ำดำมืดครึ่งหนึ่งถูกบดบังอยู่ระหว่างก้อนหินยักษ์หลังพุ่มไม้เตี้ยหลายต้น มองจากไกล ๆ คล้ายปากมหึมาที่ซุ่มนิ่งอยู่ในผืนป่า
