ฟ้าสางรำไร ทั้งหกคนรีบออกจากถ้ำ
หลินอีหันกลับไปมองแวบหนึ่ง
พูดตามตรง หลินอีแทบอยากสร้างป้ายหลุมศพให้แรดเกราะเสวียนที่ถูกนางตัดต้นหอมไปถึงสองรอบแล้ว
ช่างมีน้ำใจยิ่งนัก
ฝนด้านนอกถ้ำเพิ่งซา แต่ทั่วทั้งผืนป่ากลับชุ่มโชกไปด้วยน้ำฝน โคลนเลนเย็นเฉียบอยู่เต็มสายตา ไอน้ำหนักอึ้งปกคลุมไปทั่ว
หยดน้ำหนักอึ้งเกาะพราวอยู่บนใบหญ้า ใต้เท้ามีทั้งใบไม้ผุและโคลนเลน ทุกย่างก้าวล้วนลื่นไถลจนเซถลา
หลินอีเพิ่งก้าวพ้นปากถ้ำ เท้าก็พลันเหยียบพลาด เกือบล้มคะมำลงบนพื้นโคลน โชคดีที่ลู่เฉาตาไวคว้าหมับเข้าที่แขนนาง จึงช่วยให้นางยืนได้อย่างมั่นคง
ทั้งหกไม่มีเวลาปัดโคลนออกจากตัว ต่างเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
การต่อสู้กับสัตว์อสูรเมื่อวานทำให้เสียเวลาไปมาก พวกเขาต้องเร่งตามกำหนดการที่ล่าช้าให้ทันก่อนฟ้ามืด
เส้นทางบนเขาหลังฝนตกทั้งลื่นและเดินยาก
กู้ซั่วเดินนำอยู่หน้าสุด คอยเหยียบพื้นโคลนให้แน่น เสิ่นเยี่ยนกับเหวินหวานแยกกันคุ้มกันอยู่สองข้าง หลัวเสี่ยวถังกับหลินอีประคองกันเดินไป
ตลอดทางไม่มีใครพูดอะไร ในป่ามีเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงประสานกันของทั้งหก กับเสียงเท้าเหยียบย่ำน้ำโคลนดังแฉะ ๆ
ยิ่งเดินลึกเข้าไปในป่า หมอกก็ยิ่งหนาทึบ แสงตะวันถูกม่านหมอกบดบังเป็นชั้น ๆ สรรพสิ่งโดยรอบจมอยู่ในความพร่ามัวสีเทาหม่น บรรยากาศอึดอัดและเงียบงัน
ทันใดนั้น ฝีเท้าของเหวินหวานหยุดชะงัก ใบหูขยับเล็กน้อย
“หยุด”
ทั้งหกหยุดนิ่ง กลั้นหายใจในทันที รอบด้านเงียบเสียจนได้ยินแม้แต่เสียงเข็มตก
สายลมที่พัดผ่านป่าหอบเอากลิ่นดินและกลิ่นคาวชื้นหลังฝนมาด้วย ท่ามกลางนั้นมีเสียงคนดังแว่วมาอย่างชัดเจน—
เสียงร้องขอความช่วยเหลืออันโหยหวน ปะปนกับเสียงกระแทกหนักทึบเป็นระลอก คล้ายมีสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาแข็งแกร่งกำลังฟาดลำต้นไม้ซ้ำ ๆ ทั้งหนักหน่วงและเร่งร้อน
