“ตื่นเช้ามาแสนสุขใจ สุขใจ สุขใจ...”
หลินอีฮัมเพลงที่แต่งขึ้นมั่ว ๆ พลางมุดออกมาจากเต็นท์ ทำนองไม่รู้ไปหยิบยืมมาจากเพลงเด็กเก่าแก่เพลงไหน ส่วนเนื้อร้องก็แต่งสดตรงนั้น เน้นไม่ต้องสนใจว่าจะสัมผัสคล้องจองหรือไม่ ขอแค่ร้องแล้วมีความสุขก็พอ
หลังจากเมื่อคืนวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอย่างบ้าคลั่ง แถมยังหลับสนิทไร้ความฝันตลอดคืน เธอก็รู้สึกเหมือนได้พลังกลับมาเต็มเปี่ยม แม้แต่ฝ่าเท้าก็ไม่ปวดเมื่อยแล้ว
ป่ายามเช้ากับยามค่ำคืนราวกับเป็นคนละสถานที่
แสงแดดลอดผ่านเรือนยอดไม้ กลายเป็นเกล็ดทองเล็กละเอียดโปรยลงทั่วค่าย อากาศสดชื่นชุ่มชื้น มีกลิ่นเย็นของลำธารและกลิ่นชื้นของมอส
ลำธารสายเล็กข้าง ๆ ปรากฏให้เห็นเต็มตาเมื่อแสงอาทิตย์ส่องถึง น้ำตื้นแค่ท่วมข้อเท้า พื้นลำธารปกคลุมด้วยกรวดมนกลม น้ำใสจนมองเห็นก้นลำธาร ไหลกระเซ็นผ่านซอกหินลงไปตามกระแส ส่งเสียงจ๋อมแจ๋ม
แล้วเธอก็เห็นปลา
ปลาหลายตัวขนาดยาวเท่าฝ่ามือกำลังว่ายเอื่อย ๆ อยู่เหนือกรวดก้นลำธาร บางครั้งก็สะบัดหางต้านกระแสน้ำจนหยุดนิ่ง บางครั้งก็มุดไปมาตามซอกหิน
เกล็ดของพวกมันสะท้อนแสงสีเงินจาง ๆ ใต้ผิวน้ำ ดูจากขนาดแล้วตัวหนึ่งคงหนักไม่น้อยกว่าร้อยกรัม
หลินอีจ้องปลาเหล่านั้นอยู่สามวินาที ภาพมากมายก็ผุดขึ้นในหัวอย่างรวดเร็ว ทั้งปลาเผาถ่าน หนังปลาเกรียมเล็กน้อย เนื้อปลาขาวนุ่มปล่อยไอร้อน แม้ไม่มีเครื่องปรุงแต่รสหวานสดคงมีอยู่แน่ ๆ แล้วร่างกายก็ขยับก่อนสมอง
เธอหากิ่งไม้ยาวพอเหมาะมาเหลา ใช้มีดสั้นตัดกิ่งแขนงและลอกเปลือกออก จากนั้นก็ล้วงเชือกเส้นเล็กสำรองออกมาจากกระเป๋าด้านข้างของเป้ ตอนจัดสัมภาระก่อนออกเดินทาง เธอหยิบยัดใส่ไปโดยคิดว่า “เผื่อได้ใช้” ตอนนี้ก็ได้ใช้จริง ๆ แล้ว
ไม่มีเบ็ดตกปลา?
ไม่เป็นไร เธอผูกปลายเชือกด้านหนึ่งไว้กับปลายกิ่งไม้ให้แน่น แล้วควักมันเทศเผาที่เหลือจากเมื่อวานมาครึ่งหัว บิเนื้อมันเทศออกมาปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ร้อยไว้ตรงปลายเชือก ใช้เป็นเหยื่อล่อปลา
อุปกรณ์ประดิษฐ์เองชิ้นนี้เรียบง่ายเสียจนถ้าเหวินหวานเห็นเข้าคงหัวเราะออกมาแน่ แต่ตอนหลินอีนั่งยอง ๆ ริมลำธาร หย่อนสายลงไปในน้ำ สีหน้าของเธอกลับจริงจังอย่างยิ่ง ราวกับกำลังทำการทดลองอันซับซ้อน
