แต่เช้าตรู่ หลินอีก็ออกจากบ้านด้วยท่าทางฮึกเหิม อุ้มเยลลี่ไว้แนบอก เชิดคางสูงลิ่ว เดินอกผายไหล่ผึ่งเข้าไปในบ้านหลังเล็กของเหวินหวาน
ท่าทางราวกับเพิ่งคว้าชัยชนะครั้งใหญ่มาหมาด ๆ
เหวินหวานกำลังย่อตัวแกะกล่องเครื่องดื่มอยู่หน้าประตู พอเงยหน้ามาเห็นอีกฝ่ายก็แทบสำลักน้ำ “โอ้ คอเจ้ามีปัญหาหรือไร ถึงได้เชิดหน้าขนาดนั้น?”
หลินอีไม่สนใจคำหยอกล้อของนาง ชูเยลลี่ขึ้นอีกนิด แล้วคงท่าเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจไว้ “เทพแห่งการครัวมาแล้ว ถอยไปให้หมด!”
“ได้ ๆ ๆ เทพแห่งการครัวผู้ยิ่งใหญ่เสด็จมาเยือน ข้าน้อยต้อนรับไม่ทั่วถึง ขออภัยด้วย” เหวินหวานรีบลุกขึ้น ทำทีเข้าไปประคองนาง มือข้างหนึ่งยื่นรองข้อศอกไว้อย่างลอย ๆ พลางกล่าว “ค่อย ๆ เดินเถิด ระวังเอวเคล็ดเข้า”
ท่าทางเชิดหน้าอกผายของหลินอีนั้นชวนขบขันอยู่ไม่น้อยจริง ๆ
เหวินหวานประคองไปพลาง พึมพำเบา ๆ ไปพลาง “แต่ละวันนี่ช่างน่าปวดหัวจริง ๆ”
หลินอีหูดี หันขวับไปถลึงตาใส่นาง
เหวินหวานพลันปั้นสีหน้าเคารพนบนอบ เชิญนางเข้าไปในบ้าน
พอหยอกล้อกันจนพอใจ หลินอีก็นั่งลงบนโซฟา แล้วเริ่มอวยน้ำซุปกระดูกยาบำรุงที่ตนลองทำเมื่อวานอย่างเต็มที่
ทั้งน้ำซุปสีขาวข้นราวกับนม ทั้งพืชวิญญาณที่หวานติดปลายลิ้นไม่ขม แถมดื่มแล้วพลังวิญญาณยังรู้สึกสบาย นางพูดเสียจนฟังดูเลิศเลอ แม้แต่ตัวเองก็ยิ่งพูดยิ่งอยากกิน
“อร่อยสุด ๆ เลย ไม่เชื่อก็ถามเยลลี่ดูสิ” หลินอียื่นเยลลี่ไปตรงหน้าเหวินหวาน
