ในเวลาเดียวกัน
ฉู่กวนกับฮวาเตี๋ยเดินทางมาถึงนอกเมืองหลวง ผู้คนสัญจรเข้าออกตรงประตูเมืองไม่ขาดสาย เหล่าทหารรักษาเมืองยืนเฝ้า ตรวจตราผู้คนที่ผ่านเข้าออก
ภาพเช่นนี้ยากจะไม่ปลุกความทรงจำเก่าแก่ขึ้นมาในใจฉู่กวน
ครั้งก่อนที่เขามาที่นี่ก็เมื่อสิบปีก่อนแล้ว
ครานั้นเขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยเยาว์ ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะจับไก่ เมื่อเผชิญกับการกลั่นแกล้งจากผู้คนสารทิศและข้อกล่าวหาที่กุขึ้นลอย ๆ เขาจึงไม่มีปัญญาต่อต้านแม้แต่น้อย
บัดนี้เมื่อหวนคืนหลังผ่านไปสิบปี สภาพจิตใจกลับแตกต่างจากครั้งก่อนโดยสิ้นเชิง
“คุณชาย หรือว่าพอกลับมายังบ้านเกิดแล้วจึงรู้สึกสะท้อนใจหรือเจ้าคะ?” ฮวาเตี๋ยขยับเข้ามาใกล้ฉู่กวน กลิ่นหอมดอกท้อจากกายนางยังคงอบอวลจนแตะจมูก
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่รู้ว่านางตั้งใจหรือไม่ ขณะโอบแขนฉู่กวนไว้ด้วยสองมือ ส่วนอวบอิ่มนุ่มนิ่มก็เบียดเข้ามาหนีบแขนของเขาไว้ตรงกลาง
“กลางวันแสก ๆ อย่าได้เหลวไหล” ฉู่กวนมองฮวาเตี๋ยอย่างจนใจ
ฮวาเตี๋ยทำปากยื่น “ก็ได้เจ้าค่ะ”
ทว่ามือกลับไม่ยอมปล่อย เพียงสำรวมลงเล็กน้อยเท่านั้น
ฉู่กวนเองก็จนปัญญากับนาง นางผู้นี้ดีไปเสียทุกอย่าง ยกเว้นไม่เคยเห็นเขาเป็นคนนอกเลยสักนิด ครั้งหนึ่งยามเขาอาบน้ำอยู่ที่ชายแดน นางช่วยเช็ดตัวให้เขาก็แล้วไปเถิด
แต่เช็ดไปเช็ดมา นางกลับลงไปนั่งในถังไม้ด้วยเสียอย่างนั้น!
ทำเอาเขาต้องดุนางยกใหญ่
“คุณชาย เมื่อครู่มือดาบผู้นั้นดักสังหารท่านกลางทาง คงมีคนบงการอยู่เบื้องหลัง ให้ข้าไปสืบเรื่องอย่างลับ ๆ แล้วพาคนไปล้างตระกูลผู้บงการดีหรือไม่เจ้าคะ?” แววแดงวาบผ่านดวงตาฮวาเตี๋ย
นางเป็นหนึ่งในผู้รับผิดชอบองค์กรเงา ย่อมเชี่ยวชาญเรื่องเช่นนี้ที่สุด
ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นองค์ชายหรือพระสนม
หากกล้าลงมือกับคุณชายของนาง ก็อย่าหวังว่าจะรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!
“เป็นสตรี อย่าเอาแต่คิดเรื่องเข่นฆ่าทุกวัน เรื่องพวกนี้ข้ามีแผนของข้า เจ้าไม่ต้องยุ่ง” ฉู่กวนส่ายหน้าแล้วเคาะศีรษะฮวาเตี๋ยเบา ๆ
การกลับมาครั้งนี้ เขาไม่เคยปิดบังร่องรอยของตนเลย
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่ใครบางคนจะหมายตาเขา
จากนั้นฉู่กวนก็ให้ฮวาเตี๋ยขับรถม้า เตรียมเข้าเมือง
ทว่าในระหว่างที่ถูกองครักษ์จินอู๋ตรวจค้น
หัวหน้ากององครักษ์จินอู๋ นามอวี๋ กวาดตามองฮวาเตี๋ยตั้งแต่หัวจรดเท้า แววหื่นกระหายในดวงตาแทบล้นทะลักออกมา
งดงาม งดงามเหลือเกิน
เขาใช่ว่าไม่เคยพบเห็นพระสนมในวัง แต่สตรีที่งามเทียบเคียงนางได้มีอยู่เพียงหยิบมือ
“เจ้าเข้าไปได้ แต่นางต้องอยู่ที่นี่!”
หัวหน้าอวี๋โบกมือ สั่งให้ฉู่กวนเข้าเมืองไปเพียงลำพัง
จากนั้นก็ยื่นมือหมายจะคว้าข้อมือเรียวงามราวหยกของฮวาเตี๋ย
ประกายสังหารวาบขึ้นในดวงตาฮวาเตี๋ย
ฉู่กวนกลับชิงคว้ามือที่หัวหน้าอวี๋ยื่นออกมาก่อน แล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า
“ตามกฎหมายต้าจิ้น ผู้เข้าเมืองเพียงตรวจสอบแล้วว่าประวัติและตัวตนไม่มีปัญหา ก็ผ่านเข้าไปได้ ไม่ทราบว่าหัวหน้ากองหมายความว่าอย่างไร?”
หัวหน้าอวี๋ได้ยินแล้วก็หัวเราะเยาะ “ไอ้หนุ่ม ที่ข้ายอมให้เจ้าไปก็เพราะเห็นแก่โฉมงามผู้นี้ หากไม่คิดจะไป เช่นนั้นก็อยู่ที่นี่ด้วยกันเสีย!”
“ในฐานะหัวหน้ากององครักษ์จินอู๋ ข้าสงสัยว่าพวกเจ้าสองคนเป็นสายลับที่แคว้นศัตรูส่งเข้ามา จึงต้องตรวจสอบอย่างละเอียด!”
“จับพวกมันไว้!”
สิ้นคำ หัวหน้ากององครักษ์จินอู๋ก็โบกมือ
ทหารรักษาเมืองสวมเกราะเหล็กหลายคนด้านหลังพากันกรูเข้ามา หมายจะจับฉู่กวนกับฮวาเตี๋ยไว้
หัวหน้าอวี๋แสยะยิ้ม เห็นได้ชัดว่าเขาจำฉู่กวนไม่ได้ ในหัวคิดไปไกลแล้วว่าจะทำอะไรต่อ
“ช้าก่อน!”
ฉู่กวนขมวดคิ้ว ก่อนชูป้ายคำสั่งสีทองอร่ามขึ้นมา
บนป้ายสลักลวดลายตราเผ่ามังกร
และมีอักษรคำว่า ‘ลู่’ สลักอยู่!
“หึ ที่นี่คือเมืองหลวง ไม่ใช่บ้านนอกซอมซ่อของพวกเจ้า คิดว่าหยิบป้ายคำสั่งอะไรก็ได้ออกมาแล้วจะ...”
หัวหน้าอวี๋แค่นยิ้ม สีหน้าถ้อยคำเต็มไปด้วยคำเยาะเย้ย
แต่พูดไปได้เพียงครึ่งเดียว เสียงของเขาก็ขาดห้วงฉับพลัน
เพราะเขาจำได้อย่างชัดเจนว่าของในมือฉู่กวนคือ...ป้ายคำสั่งองค์ชายหก!
“องค์ชายหก? มิใช่ถูกส่งไปแดนเหนือแล้วหรือ? กลับมาตั้งแต่เมื่อใด? ฝ่าบาทมีรับสั่งให้กลับมาหรือ? ป้ายนี้เป็นของจริงหรือของปลอมกันแน่?”
สีหน้าหัวหน้าอวี๋พลันย่ำแย่ ใจเต็มไปด้วยข้อสงสัย แต่กลับคิดไม่ตกว่าความจริงเป็นเช่นไร
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร
เขาก็ล่วงเกินองค์ชายหกแห่งราชสำนักเข้าแล้ว!
ถึงอีกฝ่ายจะเป็นองค์ชายไร้ค่า แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังเป็นเชื้อพระวงศ์ เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ชั้นสูง ขุนนางศักดินา หรือผู้คนในราชวงศ์อาจเมินเรื่องเช่นนี้ได้
แต่เขาทำไม่ได้!
ทว่าไม่นาน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนจากตื่นกลัวเป็นบิดเบี้ยวด้วยความเย้ยหยัน
“ป้ายคำสั่งองค์ชายหกหรือ? ใครจะรู้ว่าของจริงหรือของปลอม ไม่แน่ว่าเจ้าอาจเป็นตัวปลอมก็ได้!”
“ต่อให้เป็นของจริง องค์ชายหกมีราชโองการจากฝ่าบาทให้กลับจากชายแดนแดนเหนือหรือไม่?”
“หากไม่มีก็แปลว่าข้าปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ต่อให้ฝ่าบาทเสด็จมาด้วยพระองค์เองก็หาข้อผิดพลาดไม่ได้!”
หัวหน้าอวี๋แสดงสีหน้าเหี้ยมเกรียม ตั้งใจจะยืนกรานว่าตนปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม
ขอเพียงมีเหตุผลอันชอบธรรม จะกลั่นแกล้งอีกฝ่ายสักหน่อยแล้วอย่างไร?
เขาเองก็มีผู้หนุนหลังอยู่มิใช่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายก็เป็นเพียงองค์ชายไร้ค่า
เขามองฮวาเตี๋ยด้วยแววตาร้อนแรง เพียงคิดว่าประเดี๋ยวจะได้ย่ำยีนางกำนัลขององค์ชาย ร่างทั้งร่างก็พลุ่งพล่านด้วยความตื่นเต้น
รอบด้าน ผู้คนที่ผ่านไปมาหลายคนเห็นเหตุการณ์ ต่างพากันส่ายหน้าและถอนหายใจ
“เฮ้อ หัวหน้าองครักษ์จินอู๋ผู้นี้รังแกคนอีกแล้ว คราวก่อนมีกลุ่มพ่อค้าเข้าเมือง เขาเห็นคุณหนูบ้านนั้นงามก็แย่งตัวไป ทั้งยังจับคนในคณะพ่อค้าเข้าคุกทั้งหมด จุดจบช่างน่าเวทนา”
“แต่คนผู้นี้เป็นองค์ชายมิใช่หรือ? เขากล้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“ถ้าเป็นองค์ชายองค์อื่นเขาย่อมไม่กล้า แต่ผู้นี้คือองค์ชายหก พระมารดาสิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว เบื้องหลังก็ไร้อำนาจหนุนหลัง เป็นองค์ชายไร้ค่าที่หายหน้าไปสิบปี”
“ใช่แล้ว อีกทั้งพี่สาวของหัวหน้าอวี๋ผู้นี้ก็คือพระสนมอวี๋ ผู้กำลังเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาท หากให้กำเนิดองค์ชายได้สักคน บางทีอาจได้เป็นหนึ่งในพระสนมชั้นสูงคนใหม่...”
ผู้คนพูดคุยกันเซ็งแซ่ สายตาที่มองฉู่กวนล้วนเจือแววเวทนา
ไม่ว่าอย่างไร
หัวหน้าองครักษ์จินอู๋คนหนึ่งกล้าทำตัวเช่นนี้ นับว่าใจกล้าบ้าบิ่นจริง ๆ
ทว่าหัวหน้าอวี๋ไม่ทันสังเกต
แววตาฉู่กวนเย็นเยียบลงทุกขณะ
“องค์ชายหก ผู้รู้กาลเทศะย่อมเป็นยอดคน หากพระองค์ยอมยกนางกำนัลผู้นี้ให้ข้าแต่โดยดี ข้าก็อาจยอมให้พระองค์เข้าเมืองหลวงได้ องค์ชายทรงเห็นว่าอย่างไร?”
หัวหน้าอวี๋แค่นยิ้ม ราวกับมั่นใจว่าฉู่กวนอยู่ในกำมือ
หลังพูดจบ
เขาก็ไม่สนใจฉู่กวนอีก
ก้าวยาว ๆ ตรงไปหาฮวาเตี๋ยที่อยู่ด้านหลังฉู่กวน ดวงตาเต็มไปด้วยความหื่นกระหายและโอหัง
แต่ในตอนนั้นเอง
“ข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว แต่เจ้าไม่รู้จักรักษาไว้”
เสียงเย็นชาของฉู่กวนดังขึ้น ก้องอยู่ข้างหูหัวหน้าอวี๋
“อะไรนะ?”
เขาขมวดคิ้ว หันกลับไปมองฉู่กวน
แต่สิ่งที่เห็นมีเพียงเงาดำสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่ใบหน้า พร้อมเสียงแหวกอากาศดังกระหึ่ม ที่แท้ก็คือฝ่ามือของฉู่กวน!
“ตูม!”
เสียงสนั่นหวั่นไหวดังขึ้น
หัวหน้าอวี๋ถูกตบจนร่างลอยเฉียงออกไป กระแทกเข้ากับกำแพงเมืองหนาทึบอย่างจัง ศีรษะทั้งศีรษะจมเข้าไปในกำแพง
ร่างของเขาอ่อนยวบไร้เรี่ยวแรง
โลหิตไหลลงมาตามร่าง ไม่นานก็ขังเป็นแอ่งเลือด เห็นได้ชัดว่าไร้ลมหายใจแล้ว
