สวี่โหรวเจิงได้ยินเช่นนั้น ก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
สวี่ฮูหยินเคยกล่าวว่า นางรู้จักหมอผู้หนึ่ง อาจช่วยปกปิดเรื่องนี้ให้พวกเขาได้
สวี่จิ้งหยางหันไปมองสวี่ฮูหยิน “เหตุใดท่านแม่เพิ่งกล่าวเอาป่านนี้”
“หากเจ้ายอมเดินผ่านภูเขาดาบ แล้วค่อยเรียกหมอมายืนยัน ทำควบคู่กันทั้งสองทาง ขาทั้งสองข้างของบิดาเจ้าจะหายดีได้อย่างไร” สวี่ฮูหยินกล่าวหนักแน่นเด็ดขาด
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สวี่จิ้งหยางก็เดาได้ว่า หมอที่เชิญมานั้นเป็นพวกเดียวกับพวกเขา
เป็นดังที่คาด คนสนิทของสวี่ฮูหยินพาหมอผู้หนึ่งซึ่งแบกหีบยาเข้ามา
“ข้าน้อยคารวะกั๋วกงเวย”
“รีบมาตรวจบาดแผล แล้วดูด้วยว่าตำรับยามีปัญหาหรือไม่” กั๋วกงเวยมีสีหน้ามืดครึ้ม
หมอผู้นั้นอายุราวสี่สิบปี ไว้หนวดเครา
ขณะจับชีพจร กั๋วกงเวยก็ถามขึ้นกะทันหันว่า “เจ้าใช่หมอที่เคยมารักษาขาให้ข้าเมื่อหลายปีก่อนหรือไม่”
“ท่านกั๋วกงช่างความจำดีนัก” หมอตอบอย่างไม่ตื่นตระหนก “ข้าน้อยเป็นเด็กฝึกยาในร้านยาไจ้ซื่อถัง หลังร่ำเรียนจนสำเร็จ ก็ตรวจรักษาคนอยู่ที่นั่นมานานกว่ายี่สิบปี เมื่อสิบปีก่อนเคยมารักษาโรคขาให้ท่านกั๋วกง”
กั๋วกงเวยกล่าวว่า “มิน่าเล่า ข้าถึงรู้สึกคุ้นหน้าเจ้า”
สวี่ฮูหยินเม้มปากอย่างลับ ๆ ใบหน้าประดับรอยยิ้มบางเบา
หมอจับชีพจร แล้วตรวจดูบาดแผลที่ขาของกั๋วกงเวย
เขาลูบหนวดอย่างฉงน “บาดแผลมิได้ร้ายแรงถึงเพียงนั้น เหตุใดกินยามาหลายวันแล้วจึงยังไม่ดีขึ้น”
กั๋วกงเวยใจหายวาบ “เช่นนั้นเจ้าดูทีว่าตำรับยานี้มีปัญหาหรือไม่”
เมื่อเขากล่าวจบ สวี่โหรวเจิงก็ยื่นตำรับยาให้โดยไม่ต้องเอ่ยปาก
หมอพินิจดูอย่างละเอียดแล้วส่ายหน้า “ตำรับยาไม่มีปัญหา แต่กากยาบนโต๊ะนี้ดูเหมือนจะไม่ตรงกับตำรับยา”
