เมื่อฮูหยินสวี่ได้ยินว่ากั๋วกงเวยจะส่งสวี่โหรวเจิงไป นางก็ปฏิเสธทันที
“นายท่าน เราเลี้ยงเจิงเอ๋อร์มาจวนจะสิบปีแล้ว แทบจะเลี้ยงนางดั่งบุตรสาวแท้ ๆ ยิ่งไปกว่านั้น นางยังรักษาขาของท่านจนหายดีด้วยนะเจ้าคะ!”
“ตลอดหลายปีที่เลี้ยงดูนางมา เราทุ่มเงินทองจำนวนมากเพื่อบ่มเพาะนาง ดูแลนางประหนึ่งคุณหนูเอก ต่อให้มีบุญคุณต่อกัน ก็ทดแทนกันหมดแล้ว!”
กั๋วกงเวยกล่าวอย่างไร้เยื่อใย “ก่อนหน้านี้ ข้าคิดว่านางจะใช้ฐานะของจิ้งหยางแทนที่ได้ แต่ในเมื่อจิ้งหยางกลับมาแล้ว ทั้งยังได้รับความสำคัญจากฝ่าบาทถึงเพียงนี้ นางก็กลายเป็นส่วนเกิน!”
“หากเจ้าตัดใจจากนางไม่ได้จริง ๆ ก็ให้เงินนางเพิ่มอีกสักหน่อย แล้วส่งพี่เลี้ยงชิงไปช่วยจัดหาที่อยู่และตั้งหลักให้ เท่านี้ก็พอแล้ว”
ฮูหยินสวี่มองเขาอย่างตะลึง นึกไม่ถึงว่ากั๋วกงเวยผู้ไม่ใคร่ใส่ใจกิจการในเรือนในมาแต่ไหนแต่ไร จะยืนกรานเข้าข้างสวี่จิ้งหยางถึงเพียงนี้
ทั้งสองเป็นสามีภรรยากันมาหลายปี ฮูหยินสวี่เข้าใจนิสัยของสามีเป็นอย่างดี
เขาไม่ใช่คนรักบุตร มีแต่ห่วงอนาคตของตนเองเท่านั้น
ที่เวลานี้เข้าข้างสวี่จิ้งหยางเช่นนี้ ส่วนใหญ่คงเพราะเห็นว่านางได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทและองค์หญิงใหญ่
ส่วนสวี่โหรวเจิงไม่มีอะไรเลย ทั้งยังไร้ชาติตระกูล ในสายตาเขาจึงกลายเป็นส่วนเกิน!
ฮูหยินสวี่ข่มความอัดอั้นในใจไว้ ก่อนกล่าวว่า “นายท่าน เรื่องนี้ต้องคิดให้รอบคอบ หากเก็บเจิงเอ๋อร์ไว้ ก็เท่ากับเก็บทางถอยให้พวกเรา”
“หมายความว่าอย่างไร?” กั๋วกงเวยขมวดคิ้ว
ฮูหยินสวี่เหลือบมองพี่เลี้ยงชิง อีกฝ่ายจึงออกไปปิดประตู
“ท่านคิดจริง ๆ หรือว่าเด็กอย่างจิ้งหยางจะพึ่งพาได้? ที่วัดหลวง นางกล้าทะเลาะกับข้าเพราะเรื่องเผิงหู ทั้งยังกระโดดน้ำในทะเลสาบและตัดผม ต่อไปหากมีเรื่องอื่น นางก็อาจไม่สนใจเกียรติของตระกูล แล้วต่อต้านพวกเราจนถึงที่สุด”
