ล่วงมาอีกสี่ห้าวัน กั๋วกงเวยก็รู้กาลเทศะ พาฮูหยินสวี่มาเยี่ยมสวี่จิ้งหยาง
ยามปลายเดือนหนึ่ง ต้นท้อนอกหน้าต่างเริ่มผลิดอกตูมแล้ว
ยามเช้าอากาศยังแจ่มใส จู๋อิ่งจึงเปิดประตูหน้าต่างออกกว้าง ปล่อยให้แสงอุ่นละมุนของฤดูใบไม้ผลิสาดไหลเข้ามาในห้อง
สวี่จิ้งหยางนั่งอยู่ใต้หน้าต่าง ประจันหน้ากับกั๋วกงเวย โดยมีโต๊ะเตี้ยไม้แดงกั้นกลาง
ส่วนฮูหยินสวี่ไม่มีที่นั่ง จู๋อิ่งจึงยกเก้าอี้มาให้นางนั่ง
สีหน้าฮูหยินสวี่พลันย่ำแย่ลง
นางมองไปยังกั๋วกงเวย แต่เขาก็ทำราวกับมองไม่เห็น นางจึงได้แต่กัดฟัน นั่งลงอย่างอึดอัดขุ่นเคือง
ในอกพลันรู้สึกอุดอู้อีกครั้ง
หากไม่ใช่เพราะกั๋วกงเวยบอกว่า เรื่องนี้ต้องมาสะสางกับสวี่จิ้งหยางด้วยตนเอง นางไม่มีทางมาเด็ดขาด
“จิ้งหยาง” กั๋วกงเวยเอ่ย น้ำเสียงอ่อนโยนหาได้ยาก “เจ้าเห็นแล้วใช่หรือไม่ มารดาของเจ้าไปคุกเข่าที่วัดหลวงเพื่อเจ้าอยู่นานหลายวัน อธิษฐานขอให้พระพุทธองค์คุ้มครองให้เจ้ามีสุขภาพแข็งแรงและราบรื่น บัดนี้เจ้าหายดีแล้วหรือยัง?”
สวี่จิ้งหยางถือถ้วยชาอยู่ พอได้ยินก็วางลงทันที แสร้งทำเป็นประหลาดใจ “มารดาไปคุกเข่าที่วัดหลวงทุกวันหรือ?”
สีหน้าฮูหยินสวี่แข็งค้างยิ่งกว่าเดิม
เป็นเรื่องที่คนทั้งจวนรู้กันหมด มีเพียงสวี่จิ้งหยางที่ทำเป็นหูทวนลม จงใจปล่อยให้นางทนทุกข์อยู่ทุกวัน!
ฮูหยินสวี่ฝืนยิ้ม “ขอเพียงเจ้าหายดี ต่อให้แม่ต้องเฉือนเนื้อตัวเองออกมาสักชิ้นก็ยินดี จิ้งหยาง อย่าโกรธแม่เลย เรื่องเผิงหูเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป แม่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก”
สวี่จิ้งหยางมองนาง “ข้าไม่ปิดบังมารดา หมอบอกว่าข้าบาดเจ็บถึงจิตใจ อาการเจ็บป่วยจนถึงบัดนี้ก็ยังขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่หายดี”
